ยอดมาก!! เคล็ดลับช่างไม้ญี่ปุ่นในตำนาน วิธีเชื่อมไม้แบบไร้ตะปูไร้กาว ไร้สารเคมี

ยอดมาก!! เคล็ดลับช่างไม้ญี่ปุ่นในตำนาน วิธีเชื่อมไม้แบบไร้ตะปูไร้กาว ไร้สารเคมี

ประเทศญี่ปุ่นนับเป็นดินแดนที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกลมาก และคนที่นี่ก็ชื่นชอบความไฮเทคจนถึงขั้นนำเทรนด์เลยก็ว่าได้ แต่สิ่งที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของแดนปลาดิบก็คือ แม้คนส่จะติดหนึบกับความไฮเทคแค่ไหน พวกเค้าก็ยังไม่ทอดทิ้ง ‘ภูมิปัญญาระดับตำนาน’ ช่างไม้ญี่ปุ่นถือเป็นช่างไม้ที่ขึ้นชื่อในด้านฝีมือและเทคนิคระดับสูง หากแต่แม้วงการวิศวกรรมการก่อสร้างจะมีเทคโนโลยีล้ำๆที่ช่วยให้กระบวนการสร้างดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ช่างไม้ระดับตำนานเหล่านี้ก็ยังไม่ทอดทิ้ง ‘เคล็ดลับของบรรพบุรุษ’

โดยทักษะการเชื่อมไม้โดยไร้ตะปูคือเทคนิคขั้นสูงที่สืบทอดกันมาแบบรุ่นสู่รุ่น และมันยังคงเป็นวิถีระดับตำนานที่คนญี่ปุ่นให้ความนับถือ เรียกได้ว่าถ้าหากจะสร้างบ้านสักหลัง ก็ขอเลือกที่จะใช้วิธีนี้ เพราะนี่คือวิถีตำรับดั้งเดิมของแท้

ช่างไม้ญี่ปุ่นเหล่านี้รู้อย่างลึกซึ้ง ว่าจะทำอย่างไรให้ไม้ติดกันได้โดยไร้ตะปู ไร้กาว ไร้สารเคมีช่วย เท่านั้นไม่พอการสอดประสานอันสมบูรณ์แบบเหล่านี้ก็ยังแข็งแรงไม่แพ้แบบมีตะปู หรือแบบพึ่งเทคโนโลยีเลย เรียกได้ว่าเป็นความคลาสสิกที่ลึกล้ำ

และนี่คือความลับของวิถีช่างไม้ญี่ปุ่นในตำนานที่สืบทอดมาเป็นร้อยๆปี แม้เราอาจจะไม่เข้าใจนัก แต่เพียงแค่ได้มองก็ยังอดทึ่งไม่ได้เลย

ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/234468724328431814/

ทีมา : https://www.pinterest.com/pin/234468724328431814/

เครื่องมืองานไม้สำหรับมือใหม่ มีไรบ้างมาดูกันครับ

เครื่องมือ-อุปกรณ์งานไม้สำหรับมือใหม่ มีไรบ้างมาดูกันครับ

ก่อนอื่น ขออนุญาตแนบ เรามภาพปลากรอบปิดท้ายให้ทุกท่านชมกันด้วยนะคร๊าบบ

1.แว่นตา กันเศษฝุ่นเศษขี้เลื่อย จะต้องเป็นแว่นตาครอบเต็มรอบดวงตาเพื่อความปลอดภัย

2.เอียร์ปั๊กอุดหู เพื่อป้องกันเสียงรอบข้างเวลาตัดไม้ ช่วยระดับเสียงลดอาการแก้วหูแตก

3.อุกปรณ์สำหรับยึดชิ้นงาน

3.1 แคมป์ยึดจับชิ้นงาน (เอฟแคมป์ / ซีแคมป์) ใช้สำหรับล็อกไม้

3.2 แคมป์จับเร็ว เหมาะสำหรับยึดจับชิ้นงาน อัดไม้ เพราะไม้มีขนาดที่หลากหลายโดยเลือกให้เหมาะกับงานที่ต้องการใช้

3.3 ชุดแคมป์ท่อ เหมาะสำหรับการยึดชิ้นงาน เพาะไม้ขนาดใหญ่ที่มีหน้ากว้างสูง สามารถปรับได้ตามความยาวของขนาดท่อ

3.4 แคมป์เข้ามุม

4.อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตัดไม้ Power tools

4.1 เลื่อยวงเดือน maktec ขนาด 7” ขนาดแนะนำสำหรับมือใหม่ เนื่องจากเป็นขนาดที่พอดี น้ำหนักไม่สูงสามารถจับโยกได้ง่าย

4.2 เลื่อยจิ๊กซอ ไว้สำหรับตัดโค้ง มุมหรือวงกลมต่างๆ

5.อุปกรณ์การขัด

5.1 แผ่นโฟม

5.2  กระดาษทราย

5.3  เครื่องขัดกระดาษทรายแบบสั่น (แนะนำสำหรับมือใหม่) มีหลายหลายแบบให้เลือกใช้  มีทั้งแบบทรงกลม แบบสี่เหลี่ยม แบบยาว โดยใช้ร่วมกับแผ่นกระดาษแบบผ้า

5.4  เครื่องขัดกระดาษทรายแบบสายพาน ใช้สำหรับขัดชิ้นงานขนาดเล็ก งานไม่หนัก

6.อุปกรณ์เจาะ/ขัน

6.1 สว่านไฟฟ้า ใช้สำหรับเจาะเหล็ก เจาะไม้ เจะปูน

6.2  สว่านไร้สาย เลือกให้เหมาะกับการใช้งานของแต่ละคน แล้วแต่งานหนักงานเบามีหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายแบบ

6.3  สว่านแท่น เหมาะสำหรับการเจาะชิ้นงาน สามารถปรับระบบความลึกของดอกสว่านในการเจาะได้

7.อุปกรณ์สำหรับยึดไม้

7.1 แม็กลมขาเดี่ยว  มีหลายขนาด แบ่งเป็น F30 F50 โดยจะใช้กับลูกแม็กลมซึ่งหลายเบอร์ เช่น F10 F30 F35 เลือกใช้ตามขนาดที่ต้องการ

7.2 แม็กลมขาคู่ เหมาะสำหรับยึดชิ้นงาน ยึดไม้ต่อกัน

7.3 กาวลาเทค LA-35A ใช้ประกบชิ้นงานไม้ก่อนยิงแม็กลม

8.อุปกรณ์เก็บขอบ/ลบมุม

8.1 ทิมเมอร์ ใช้สำหรับงานขนาดเล็ก  เก็บขอบ เซาะร่องธรรมดา โดยใช้ร่วมกับชุดดอกทิมเมอร์

8.2  เราท์เตอร์  ใช้สำหรับงานหนัก สามารถใช้กับดอกทิมเมอร์ได้เนื่องจากมีตัวบูธสำหรับลดขนาดดอก แต่ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับกำลังเครื่องและชิ้นงานที่ต้องการใช้งาน

9.อุปกรณ์อื่นๆ

9.1  ตลับเมตรไว้สำหรับวัดชิ้นงาน

9.2  ฉากตาย ไว้สำหรับตีเส้นหรือยึด 90 องศา

9.3  ฉากผสม  สามารถหมุนคลาย ปรับเลื่อนเข้าเลื่อนออกเหมาะสำหรับการวัดระยะไม้ ใช้งานง่ายและสะดวก

9.4  ค้อน เลือกใช้ได้ตามที่ต้องการ

9.5  คีมล็อก ไว้สำหรับปรับล็อกชิ้นงาน

9.6 ซิวล์ สำหรับเซาะไม้ โดยใช้ค้อนช่วยในการเซาะร่องไม้

10.อุปกรณ์งานสี

10.1 แปรงทาสี

10.2  กาพ่นสี ใช้ต่อกับปั๊มลม ขึ้นอยู่กับชิ้นงานแต่ละแบบ

11.อุปกรณ์ป้องกัน

11.1  หน้ากากกรองสารเคมี เหมาะสำหรับงานไม้ งานเหล็ก งานสีต่างๆ สามารถกรองสารเคมี กรองกลิ่น กรองเศษไม้ได้

12.ปั๊มลม ใช้คูกับสายลม

13.เครื่องเจียร ชนาด 4” ไว้สำหรับตัด ขัด เจียร ได้ ใช้ร่วมกับใบเจียรเหล็ก ใบตัดเหล็ก แท่นขัดกระดาษทราย ใบขัดสาหร่าย

อย่างไรเครื่องมือหรืออุปกรณ์เหล่านี้ อาจมีความจำเป็นในงานที่แตกต่างกันไป

ขึ้นอยู่กับชิ้นงานของแต่ละท่านด้วยนะครับ

และมักหาซื้อได้ง่าย จากร้านฮาร์ดแวร์ทั่วไปนะครับผม

หรือหากท่านใดสนใจแวะเข้ามาชมได้ครับที่เว็บไซต์ของเรา

-www.masterhardware.co.th

-Shopee : MTHTOOLS

-Locationร้าน : อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ทีมา : https://www.youtube.com/channel/UCUYGh9lfE1lKR9fx80rGKmw

ช่องเกียรติกร woodwork diy

เคล็ดลับเลือกสีทาบ้านภายนอก ให้อยู่ทน สวยนาน ที่หลายบ้านไม่รู้

ถ้าสีทาบ้านภายนอกสามารถกันความร้อนได้ แต่กลับไม่ทนทานเอาซะเลย การตัดสินใจเลือกสีทาบ้านแน่นอนว่าคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่หากเราไม่คิดให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อนบ้านที่เรารักอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาสีลอกล่อน สีโป่งพอง สีซีดจาง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังทำให้เราเสียเงินไปเป็นจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก

ดังนั้นมาดูกันว่า การเลือกสีทาบ้านภายนอกที่เหมาะสม เจ้าของบ้านต้องเลือกอย่างไรเพื่อให้ได้บ้านที่สวยงาม สีติดทนทาน คุ้มค่าคุ้มราคา

สีทาภายนอกที่ดี ต้องทนทาน

เลือกสีทาภายนอกให้ดี ต้องติดทนทาน ปกป้องได้ยาวนาน

สิ่งสำคัญที่สุดที่เราอยากให้คุณนึกถึงเวลาเลือกสีทาภายนอกเลยก็คือ เรื่องของ “ความทนทาน” เพราะสีทาภายนอกเปรียบเสมือนด่านแรกของบ้านที่จะต้องสัมผัสกับอะไรหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นความร้อน ฝนฟ้าอากาศต่างๆ และรองลงมาถึงให้คุณเจ้าของบ้านไปพิจารณาคุณสมบัติอื่นๆ กันต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติสีกันร้อน ความสามารถในการสะท้อนความร้อนออกจากตัวบ้าน และเฉดสีที่เป็นมงคลต่างๆ ฯลฯ

โดยผลิตภัณฑ์สีทาบ้าน และอาคารของ TOA  มีทั้ง กลุ่มที่เป็นเกรดพรีเมียมคุณภาพสูงสุด (หรือสีที่ดีที่สุดนั่นเอง) รองลงมาเป็นกลุ่มพรีเมียมคุณภาพสูง สีในกลุ่มคุณภาพมาตรฐาน และสีกลุ่มอีโคโนมี ซึ่งมีราคาย่อมเยาลดหลั่นกันไปให้เจ้าของบ้านได้เลือกใช้ตามความเหมาะสมได้เลย

ทำความเข้าใจเรื่องบ้าน
แล้วเลือกสีทาบ้านภายนอกแบบครบระบบ

เริ่มต้นการทาสีบ้านได้ง่ายๆ เพียงแค่ทำการศึกษาตัวบ้านของเรากันก่อนว่ามีลักษณะแบบไหน

เพื่อการเลือกผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องเหมาะสมสำหรับบ้านของเรามากที่สุด ทาง TOA ได้มีการแบ่งกลุ่มบ้านไว้  4 กลุ่มหลักๆ เพื่อการทำระบบสีทาบ้านที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่

การเลือกสีทาบ้านภายนอก แบ่งตามประเภทของบ้าน

  1. บ้านใหม่ ไม่เคยทาสีมาก่อน
  2. บ้านเก่า หรือบ้านที่ต้องการรีโนเวท ที่มีอายุ 20-30 ปี หรือมากกว่านั้น
  3. บ้านที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความชื้นสูง
  4. บ้านที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีแดดจัด

TOA ได้ทำการแบ่งกลุ่มระบบของสีทาบ้านภายนอกไว้เป็น 4 ระบบดังที่กล่าวไปข้างต้นนี้ เพื่อความสะดวกสบายของเจ้าของบ้านในการซื้อหาผลิตภัณฑ์ทาสีบ้านได้อย่างเหมาะสม ให้สีสวยติดทนนาน และเกิดประสิทธิภาพดีที่สุด

1. ระบบสีทาบ้านภายนอกที่ดีที่สุด สำหรับบ้านใหม่

ระบบสีทาบ้านภายนอกที่ดีที่สุด สำหรับบ้านใหม่

TOA ไม่เคยหยุดคิดค้นผลิตภัณฑ์สีทาบ้านและเคมีภัณฑ์ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่นวัตกรรมต่างๆ ก็มีมากขึ้นทุกวัน ทำให้ตอนนี้ TOA มีผลิตภัณฑ์กลุ่มสีซุปเปอร์ชิลด์ (SuperShield) หรือสีน้ำอะคริลิก เกรดอัลตร้าพรีเมี่ยม เหมาะสำหรับสีทาภายนอก ในกลุ่มที่เป็นบ้านใหม่ ด้วยการผสมผสานคุณสมบัติสุดพิเศษที่เรียกว่า “Ti-Pure” – Titanium Triple Protection นาโนไทเทเนียมชนิดพิเศษที่ผ่านการเคลือบมาถึง 3 ชั้น ทำให้ปกป้องบ้านของคุณจากทุกสภาวะอากาศ ไม่ว่าจะเป็นไอแดด ไอทะเล พายุฝน ฟิล์มสีชนิดนี้ก็ยังสามารถปกป้องตัวบ้าน อาคาร รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แถมยังติดทนยาวนานกว่า 15 ปีเลยทีเดียว

ดู E-catalog สีซุปเปอร์ชิลด์เพิ่มเติม คลิก


2. ระบบสีทาบ้านภายนอก สำหรับบ้านเก่า หรือรีโนเวทบ้านอายุ 20-30 ปี ขึ้นไป

 

สิ่งสำคัญที่ควรสังเกตก่อนทาสีบ้านภายนอกให้กับบ้านเก่าอายุ 20-30 ปีขึ้นไป คือ “สภาพของพื้นผิวปูน” ยิ่งถ้าบ้านตั้งอยู่ในเขตที่มีอากาศรุนแรง ไม่ว่าจะแดดจัด มีไอทะเล หรือสัมผัสกับลมฝนอยู่ตลอด ล้วนมีผลให้พื้นผิวปูนเสื่อมสภาพเร็วขึ้น การเตรียมพื้นผิวสำหรับบ้านเก่า ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าผนังไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทาสีใหม่ เรื่องสีหลุดล่อนหรือสีโป่งพองก็อาจเกิดขึ้นซ้ำได้

สีทาบ้านภายนอก รีโนเวทบ้านดีที่สุด

ควรปรับพื้นผิวให้เรียบ ก่อนทาสีไหม?

การฉาบสกิมโค้ท (Skim Coat) เป็นการปรับผนังให้มีความเรียบเนียน ถ้าถามว่าจำเป็นไหม?  เจ้าของบ้านต้องประเมินดูว่า พื้นผิวบ้านนั้นมีลักษณะเป็นรูพรุนตามด หรือมีพื้นผิวหยาบเหมือนเม็ดทรายหรือไม่ หากสังเกตแล้วมี และต้องการผนังที่เรียบเนียน ควรใช้สกิมโค้ทสำหรับ ฉาบเรียบ ตกแต่งพื้นผิวให้เรียบเนียนเสียก่อน โดยทาน้ำยารองพื้นปูนเก่าก่อนฉาบสกิมโค้ท 1 รอบ แล้วค่อยเริ่มการทาสีบ้านต่อไป

3. ระบบสีทาบ้านภายนอกที่มีความชื้นสูง

บ้านที่มีความชื้นสูง บางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะการเกิดความชื้นที่ขึ้นมาจากพื้นดินด้านล่างดันขึ้นสู่ชายล่างของตัวบ้านหรือกำแพง

ทาสีบ้านภายนอก สำหรับบ้านมีความชื้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็สามารถป้องกันให้ความชื้นเข้ามาสู่ตัวบ้านน้อยลงได้ ด้วยการใช้เคมีภัณฑ์ อย่าง  ทีโอเอ มอยซ์เจอร์ การ์ด (TOA Moisture Guard) ทาลงบริเวณชายล่างของตัวบ้านก่อนเริ่มงานระบบสี เพื่อช่วยให้บ้านมีความทนทานต่อความชื้นได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยยืดอายุของฟิล์มสีทับหน้า ป้องกันฟิล์มสีปริ โป่งพอง และทยอยหลุดล่อนออกมาทีหลังได้ด้วย

4. ระบบสีทาบ้านภายนอก เน้นเรื่องกันความร้อนสูงสุด

สำหรับบ้านที่ต้องการเน้นเรื่องของการกันความร้อนสูงสุด ทาง TOA ก็มีนวัตกรรมที่ชื่อว่า“TOA ระบบบ้านเย็น”  มาตอบโจทย์ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี โดยผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเป็นฉนวนกันความร้อนชนิดนี้เรียกว่า ทีโอเอ อินซูเลเตอร์ ไพรเมอร์ (TOA Insulator Primer) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดอุณหภูมิในบ้านลงได้จริง ทั้งยังมีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนออกไปได้มากถึง 94.5% โดยให้ใช้ควบคู่กับการใช้สีทับหน้าสะท้อนความร้อนในรุ่นต่างๆ ของ TOA ควบคู่กันไปเพื่อผลลัพธ์อันสูงสุด


ขั้นตอนการทาสี
วิธีง่ายๆ ที่คุณทำได้เอง

ระบบสีทาบ้านภายนอกที่ดีที่สุด สำหรับบ้านใหม่

 

ขั้นตอนการทาสีบ้านภายนอกที่ดีที่สุด

ขั้นตอนที่ เตรียมพื้นผิว

ขั้นตอนที่ รองพื้น

ขั้นตอนที่ ทาสีทับหน้า

สีทับหน้าซุปเปอร์ชิลด์ มีให้เลือกถึง 3 แบบ

ทาจำนวน 2-3 เที่ยว

ระบบสีทาบ้านภายนอกที่มีความชื้นสูง

 

ขั้นตอนทาสีบ้านภายนอกความชื้นสูง

ขั้นตอนที่ เตรียมพื้นผิว

พื้นผิวปูนใหม่
  • พื้นผิวต้องแห้ง สะอาด ปราศจากซีเมนต์และคราบไข
  • ทาน้ำยาป้องกันความชื้น ทีโอเอ มอยซ์เจอร์ การ์ด 1 เที่ยว ทิ้งให้แห้ง 3-4 ชั่วโมง
พื้นผิวปูนเก่า
  • ขูดลอกฟิล์มสีเดิม และฟิล์มสีที่หลุดล่อนออกให้หมด
  • ล้างทำความสะอาดแล้วทิ้งให้แห้ง
  • บริเวณที่มีเชื้อราและตะไคร่ ใช้ ทีโอเอ 113 ไมโครคิล ทาเพื่อฆ่าเชื้อราก่อน
  • ทาน้ำยาป้องกันความชื้น ทีโอเอ มอยซ์เจอร์ การ์ด 1 เที่ยว ทิ้งให้แห้ง 3-4 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ รองพื้น

พื้นผิวปูนใหม่
พื้นผิวปูนเก่า
  • ใช้น้ำยารองพื้นปูนเก่า ทีโอเอ คอนแท็ค ไพรเมอร์ หรือ สีรองพื้นอเนกประสงค์ ทีโอเอ ควิก ไพรเมอร์ 1 เที่ยว

ขั้นตอนที่ ทาสีทับหน้า  

สีทับหน้าที่ใช้นอกจากสีซุปเปอร์ชิลด์แล้ว ยังสามารถใช้สีรุ่นอื่นได้อีกด้วย

ทาจำนวน 2-3 เที่ยว

ทาสีบ้านภายนอก เน้นเรื่องกันร้อน ด้วย TOA ระบบบ้านเย็น

 

การทาสีภายนอกกันบ้านร้อน

ขั้นตอนที่ เตรียมพื้นผิว

พื้นผิวปูนใหม่
  • ทิ้งผนังให้แห้งอย่างน้อย 1 เดือน
  • ทำความสะอาดให้ปราศจากฝุ่นผง เศษซีเมนต์ และคราบไข
พื้นผิวปูนเก่า
  • ขูดลอกฟิล์มสีเดิม และฟิล์มสีที่หลุดล่อนออกให้หมด
  • ล้างทำความสะอาดแล้วทิ้งให้แห้ง (ห้ามใช้แปรงลวด)
  • บริเวณที่มีเชื้อราและตะไคร่ ใช้ ทีโอเอ 113 ไมโครคิล ทาเพื่อฆ่าเชื้อราก่อน

บริเวณที่มีรอบแตกร้าวให้เลือกใช้เคมีภัณฑ์สำหรับอุดโป๊ว ที่เหมาะสม

ขั้นตอนที่ ทาสีรองพื้นฉนวนกันร้อน

พื้นผิวปูนใหม่
พื้นผิวปูนเก่า

ขั้นตอนที่ ทาสีทับหน้า

สีทับหน้าที่ใช้นอกจากสีซุปเปอร์ชิลด์แล้ว ยังสามารถใช้สีรุ่นอื่นได้อีกด้วย

ทาจำนวน 2-3 เที่ยว

ระบบสีทาบ้านภายนอก สำหรับบ้านเก่า หรืองานรีโนเวท

 

ขั้นตอนทาสีบ้านภายนอก บ้านรีโนเวท

 

ขั้นตอนที่ เตรียมพื้นผิว

  • ขัดล้างสีเดิมที่เสื่อมสภาพออก (ห้ามใช้แปรงลวด) แล้วทิ้งให้แห้ง
  • ขัดล้างสีเดิมที่เสื่อมสภาพออก (ห้ามใช้แปรงลวด) แล้วทิ้งให้แห้ง
  • พื้นผิวที่มีลักษณะเป็นฝุ่น หรือร่วนพรุน ให้รองพื้นด้วยนน้ำยารองพื้นปูเก่า
  • ฉาบด้วยสกิมโค้ท โดยใช้เกรียงเหล็ก เกรียงสเตนเลส หรือเกรียงโป๊ว บริเวณพื้นผิวที่ต้องการ
  • ถ้าต้องการฉาบซ้ำ ให้ทิ้งชั้นแรกไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก่อนฉาบชั้นถัดไป
  • ใช้กระดาษทรายขัดสกิมโค้ท ขัดเพื่อให้พื้นผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ รองพื้น

สำหรับงานรีโนเวท สามารถเลือกใช้น้ำยารองพื้นปูนทับสีเก่า หรือสีรองพื้นอเนกประสงค์ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มน้ำยารองพื้นปูนเก่า

  • ทีโอเอ เซเว่น อิน วัน สีรองพื้นปูนเก่า สูตรน้ำมัน
  • น้ำยารองพื้นปูนทับสีเก่า ทีโอเอ คอนแทค ไพรเมอร์
  • น้ำยารองพื้นปูนทับสีเก่า โฟร์ซีซั่นส์ ซุปเปอร์ ไพรเมอร์

กลุ่มสีรองพื้นอเนกประสงค์

  • ทีโอเอ เอ็กซ์ตร้า เวท ไพรเมอร์
  • ทีโอเอ ควิก ไพรเมอร์
  • โฟร์ซีซั่นส์ ควิก ไพรเมอร์

ทาจำนวน 1 เที่ยว ทิ้งให้แห้ง 2 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ ทาสีทับหน้า  

สีทับหน้าสำหรับภายนอก มีดังนี้

  • สีซุปเปอร์ชิลด์
  • สีทีโอเอ เซเว่น อิน วัน
  • สีทีโอเอ ชิลด์ วัน นาโน
  • สีทนได้ สีโฟร์ซีซั่นส์

ทาจำนวน 2-3 เที่ยว

สำหรับเจ้าของบ้านท่านใด ถ้าหากอยากทาสีบ้านภายนอก สามารถเข้ามาดูได้เลยที่ ทีโอเอ ที่มีช่องทางการจัดจำหน่ายตามร้านค้าปลีก ที่มีโลโก้ TOA อยู่ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และกลุ่มร้านค้าโมเดิร์น เทรด ที่จำหน่ายสีทาบ้าน และวัสดุก่อสร้าง เช่น โฮมโปร ไทวัสดุ เมกาโฮม ฯลฯ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ ผ่านเฟซบุ๊กแมสเซ็นเจอร์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

CR : https://www.toagroup.com/product/product-solution/product-solution-detail?url=เคล็ดลับเลือกสีทาบ้านภายนอก-ให้อยู่ทน-สวยนาน-ที่หลายบ้านไม่รู้

300 บาท DIY สบายๆแก้เบื่อวันหยุดยาว

300 บาท DIY สบายๆแก้เบื่อวันหยุดยาวนี้ได้ครับ

สบายๆชิลๆสไตล์ช่างมือใหม่ หรือ จะเป็นงานซ่อมแซมเล็กๆน้อยๆ ประหยัดไปอี๊กกก

วันหยุดที่จะถึงนี้ ในช่วงสถานการณ์โควิดกลับมาเป็นระลอกสอง

หลายๆท่านไม่สะดวกเดินทางพักผ่อนต่างจังหวัด หรือเดินทางไปไหน

ซึ่งหากท่านใด กำลังมองหากิจกรรมแก้เหงาในวันหยุด เราเชื่อว่า งานDIYสิ่งของเครื่องใช้ประจำบ้าน หรือซ่อมแซมเล็กๆน้อยๆถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยนะครับ

แต่หากท่านใดกำลังมองหาเครื่องมือสำหรับงานDIY ราคาสบายๆ งบ200 บาท

ใช้งานแบบชิวๆ วันนี้เรามีนำเสนอครับผม

1.ประแจแหวนข้างตาย 10 มม. ราคาอันละ 18 บาท ใช้ขันงานทั่วไป

สำหรับงานขันหรือคลายน๊อตต่างๆ โดยเฉพาะแบบด้านหนึ่งเป็นปากตาย ด้านหนึ่งเป็นประแจหวน จะเป็นประแจที่อรรถประโยชน์สูง

2.ไขควงสลับตอกได้4” ราคาอันละ 45 บาท ผู้ช่วยงานDIY ที่หลายท่านคุ้นตา สำหรับงานถอดประกอบ

3.ตลับเมตรขนาด 3.5เมตร ราคาอันละ 47 บาท

ใช้ในงานวัดขนาด ความยบาว หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับชิ้นงานของเรา

4.ค้อนหงอน #21 ราคาอันละ 115-135บาท.

ช่วยผ่อนแรง ถอดประกอบเข้าหางานกัน ต่างๆ ขึ้นอยู่กับประเภทวัสดุที่เราต้องการใช้

5.เคมีภัณฑ์ สำหรับโป๊วผนัง ขนาด 1 KG ราคากระป๋องละ 75 บาท

สำหรับงานซ่อมแซม อุดรอยรั่วต่างๆที่ทำให้สะดวกง่ายดายในยามฉุกเฉิน

CR : https://masterhardware.co.th/

มิเตอร์ไฟ 5 แอมป์ ใช้งานเครื่องตัดพลาสม่าได้หรือไม่?

บ้านติดมิเตอร์ไฟ 5 แอมป์ ใช้งานเครื่องตัดพลาสม่าได้หรือไม่? วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันครับ

ในเนมเพลทเครื่องตัดพลาสม่าของเจสิคทุกรุ่นจะระบุ ค่ากระแสไฟขณะใช้งาน I1 max กับ I1 eff (I1 max = ค่ากระแสไฟเข้า ณ กระแสเชื่อมสูงสุด , I1 eff = ค่ากระแสไฟเข้า ณ กระแสเชื่อมต่ำสุด)

ทั้ง 2 ค่านี้ เป็นตัวบอกว่ากระแสไฟจากแหล่งจ่าย (มิเตอร์) ที่ใช้อยู่เพียงพอกับเครื่องหรือไม่ เช่น เครื่องตัดพลาสม่า เจสิค รุ่น CUT40L207

เนมเพลทระบุ I1 eff = 22.1A หมายถึง แม้ใช้กระแสในการตัดต่ำสุดที่ 25.2 แอมป์ (Duty Cycle 100%) จะต้องใช้กระแสไฟที่จ่ายจากมิเตอร์ให้คลุมอยู่ที่ 22.1 แอมป์เป็นอย่างน้อย ซึ่งบ้านที่ติดตั้งมิเตอร์ไฟขนาด 5 แอมป์ จะสามารถใช้ไฟได้สูงสุดเพียง 15 แอมป์เท่านั้น ไม่เพียงพออาจทำให้ไฟฟ้าดับทั้งบ้านหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้

ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้เครื่องตัดพลาสม่าควรขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟเป็นขนาด 15 แอมป์ ใช้ไฟได้สูงสุด 45 แอมป์ ครอบคลุมกระแสในการตัดสูงสุดที่ 40 แอมป์อีกด้วย (I1 max = 35A)

CR. https://www.ktw.co.th/มิเตอร์ไฟ-5-แอมป์-ใช้งานเครื่องตัดพลาสม่าได้หรือไม่

รอยต่อหลังคามีปัญหาน้ำรั่วซึม! แก้ไขยังไงดี ?

น้ำซึมบริเวณรอยต่อหลังคา เกิดจากอะไร ? 

น้ำรั่วซึมบริเวณรอยต่อหลังคา เป็นอีกหนึ่งปัญหายอดฮิตที่มักเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน ยิ่งบ้านที่มีรูปทรงหลังคาสลับซับซ้อน หรือมีรอยต่อมาก ก็มีจุดเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาหลังคารั่วซึมจากรอยต่อได้มากเช่นกัน สำหรับบริเวณรอยต่อหลังคาที่มักเกิดปัญหารั่วซึม มีดังนี้

รอยต่อบริเวณครอบสันหลังคา และตะเข้สัน

ปัญหาเกิดจากปูนที่ยึดครอบเสื่อมสภาพ หรือการติดตั้งที่ผิดวิธี อาทิ วางแปคู่ห่างเกินไป มุงครอบเผยอ

ส่วนต่อเติมรอยต่อกระเบื้องหลังคาชนผนัง

ภาพแรกจากทางซ้าย : กรณีกระเบื้องชนผนังและไม่ได้ทำทับหลัง หรือปีกคอนกรีตเสริมเหล็ก
ภาพที่สองจากทางขวา : กรณีทำทับหลัง หรือปีกคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่ประสานผนัง

รอยต่อบริเวณตะเข้ราง รางน้ำฝนเชิงชาย

สาเหตุเกิดจากการติดตั้งรางที่ไม่ได้มาตรฐาน รางน้ำเก่าผุ หรือมีรูปทรงเล็กแคบเกินไป ส่งผลให้ระบายน้ำได้ยาก มีน้ำล้นออกมา ทำให้น้ำไหลย้อนเข้าไปที่ใต้กระเบื้องหลังคาแล้วหยดเข้าไปในบ้าน

ปัญหาดังข้างต้นนอกจากมีส่วนทำให้ตัวบ้านได้รับความเสียหายแล้ว ยังทำให้เกิดคราบสกปรก รวมถึงมีเชื้อราจากความชื้นที่มีน้ำรั่วซึมอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรรีบทำการแก้ไข ก่อนบานปลายเป็นปัญหาใหญ่  ดีไม่ดีอาจมีค่าซ่อมแซมในจำนวนที่ยากเกินรับมือไหว!

CR : https://www.jorakay.co.th/th/homeissues/roof-joints-have-a-water-leakage-problem.html

แรงม้า VS กิโลวัตต์ ต่างกันอย่างไร

แรงม้า (Horse Power ตัวย่อ HP) เป็นหน่วยของ กำลัง (Imperial Horsepower)

แรงม้า หมายถึง อัตราการทำงานที่นิยมใช้ในทางวิศวกรรมและงานช่างซึ่งแสดงถึงกำลังของเครื่องจักร เครื่องยนต์ หรือมอเตอร์

โดย 1 แรงม้า เท่ากับ 0.7457 กิโลวัตต์ เทียบเท่ากับแรงที่ใช้ในการยกน้ำหนัก 550 ปอนด์ (250 ก.ก.) ขึ้นสูง 1 ฟุต (30 ซ.ม.) ในช่วงเวลา 1 วินาที ซึ่งมีค่าเท่ากับ 33,000 ฟุต-ปอนด์/นาที หรือ 550 ฟุต-ปอนด์/วินาที หรือ 4,564 กิโลกรัม-เมตร/นาที หรือ 76.1 กิโลกรัม-เมตร/วินาที ปัจจุบันหน่วยแรงม้า ยังเป็นที่นิยมในการใช้ระบุกำลังหรือแรงของเครื่องยนต์ มอเตอร์ ปั๊มน้ำและเครื่องจักรกลชนิดต่างๆ ที่ทำงานด้วยมอเตอร์หรือเครื่องยนต์

กิโลวัตต์ (Kilowatt ตัวย่อ KW) เป็นหน่วยของ กำลังไฟฟ้า (Metric Unit)

กิโลวัตต์ คือ หน่วยของกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ มอเตอร์ หรือเครื่องมือที่ใช้มอเตอร์เป็นต้นกำลังในการทำงาน โดย 1 กิโลวัตต์ มีค่าเท่ากับ 1.34 แรงม้า ซึ่งมีหน่วยพื้นฐานคือ วัตต์ (Watt) โดย 1 กิโลวัตต์ เท่ากับ 1000 วัตต์ (Kilo = 10 ยกกำลัง 3 หรือเท่ากับ 1000) โดยทั่วไปเรามักนิยมเรียกกำลังของเครื่องยนต์ เครื่องจักร หรือมอเตอร์ด้วยหน่วย “แรงม้า” แต่ถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักการแล้วเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆที่ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าควรจะเรียกหน่วยของกำลัง(ไฟฟ้า) ซึ่งก็คือหน่วย “วัตต์ หรือ กิโลวัตต์”

ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆภายในบ้านมักจะเรียกด้วยหน่วย “วัตต์ หรือ กิโลวัตต์” ซึ่งก็ไม่ผิดหากจะเรียกกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหน่วย “แรงม้า” เพราะยังไงก็สามารถเปลี่ยนให้อยู่ในหน่วยของ “วัตต์ หรือ กิโลวัตต์” ได้อยู่ดีครับ และก็จะดูแปลกมากถ้าหากเราเรียกกำลังของไฟฟ้าด้วยหน่วย”แรงม้า”กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น พัดลมตั้งพื้น กำลัง 0.04 แรงม้า (32 วัตต์)

KTW

CR : https://www.ktw.co.thแรงม้า-vs-กิโลวัตต์-ต่างกันอย่างไร

ปั๊มน้ำเกษตร เลือกอย่างไร ใช้งานให้เหมาะสม

ปั๊มน้ำในงานเกษตร ที่ใช้สำหรับการสูบน้ำนั้น จะอยู่ 2 ประภทใหญ่ๆคือ
1. ปั๊มน้ำที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ( ที่มีอยู่ทั่วไปก็ได้แก่ ปั๊มหอยโข่ง เป็นต้น )
2. เครื่องยนต์ใช้น้ำมัน สำหรับหมุนส่งกำลัง ( ซึ่งบางคนอาจจะเรียกว่าเครื่องสูบน้ำ )

ซึ่งสามารถเปรียบเทียบ ความเหมาะสมในการเลือกใช้งาน ได้ดังนี้
1. ปั๊มน้ำมอเตอร์ไฟฟ้า
– ขนาด 2 HP จะสูบน้ำได้เฉลี่ย  = 25,000-30,000 ลิตร/ชั่วโมง
2. ปั๊มน้ำเครื่องยนต์
– ขนาด 5 – 7HP ( เครื่องยนต์เบนซิน )  จะสูบน้ำได้เฉลี่ย = 20,000-50,000 ลิตร/ชั่วโมง
– ขนาด 8 – 12HP ( เครื่องยนต์ดีเซลขนาด )  จะสูบน้ำได้เฉลี่ย = 20,000-50,000 ลิตร/ชั่วโมง
** ปริมาณน้ำอาจแปรผันตามอัตราเร่ง

ซึ่ง การเลือกขนาดของปั๊มน้ำ นั้น ต้องคำนึงถึง 2 ส่วนหลักคือ
1. ปริมาณการจ่ายน้ำ(Q)
– ปริมาณน้ำที่ต้องจ่ายในแต่ละครั้ง เช่นถ้าต้องการจ่ายน้ำครั้งละ 1 โซน Q = 6 ลบ.ม./ชม.
2. แรงดันน้ำ(H)
– ในพื้นที่ขนาดเล็ก ใช้ท่อเมนไม่เกิน 100 เมตร จะต้องการแรงดันน้ำ H = 25 เมตรเป็นค่ามาตรฐาน
ซึ่งแน่นอนว่า ในบางพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ อาจจะต้องใช้ท่อเมนยาวเกิน  100 เมตร ก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่มค่าแรงดันมาตรฐาน ( H = 25 ) ขึ้นอีก เท่ากับ 4 เมตรทุกๆระยะท่อเมน 100 เมตร  โดยใช้สูตรคำนวณคือ   H + ( 4 x 300 ) / 100

ยกตัวอย่างเช่น
ระยะท่อเมน 300 เมตร ดังนั้นแรงดันน้ำที่ต้องการ คือ
( H ) = 25 + ( 4*300/100 ) = 25 + 12 = 37 เมตร
แต่หากเป็นพื้นที่ลาดชัน จะต้องเพิ่มค่าแรงดันมาตรฐาน( H = 25 )ขึ้ นอีกเท่ากับระดับความสูงระหว่างพื้นที่กับปั๊มน้ำ เช่น  พื้นที่เป็นเนินสูง 5 เมตร ดังนั้นแรงดันน้ำที่ต้องการ ( H ) = 25 + 5 = 30 เมตร
* ในการเลือกปั๊มน้ำควรเพิ่มค่าแรงดันน้ำ ( H )ขึ้ นอีก  30% เพื่อชดเชยแรงดันน้ำที่สูญในระบบ(Head Loss)
** หน่วยวัดกำลังของมอเตอร์มี 2 ลักษณะ คือ HP ( แรงม้า ) และ Watt ( วัตต์ ) ( โดย 1 HP = 750 w / 0.75 kw )

การเลือกซื้อปั๊ม
1.รู้รายละเอียดการใช้น้ำ เช่น ปริมาณน้ำและแรงดัน
2.ปั๊มน้ำมีวัสดุหลากหลาย ซึ่งมีความเหมาะสมในการใช้งานต่างกันเช่น ดูดน้ำเสีย ดูดสารเคมี หรือดูดน้ำประปา เรพาะฉะนั้น ควรเลือกปั๊มน้ำ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
3.เลือกขนาดของปั๊ม ในการเลือกปั๊มต้องดูว่าปั๊มสามารถจ่ายปริมาณน้ำได้มากแค่ไหนเพียงพอกับการใช้งานหรือไม่ การเลือกปั๊มน้ำการเกษตร และที่แรงดันน้ำที่ต้องการ เช่น
– ปริมาณน้ำ 280 ลิตร/นาที หรือ 30 m3 / h (ลูกบาศก์เมตร / ชั่วโมง)
-แรงดัน5บาร์(10 m=1bar ) ระยะทางส่ง50เมตรเท่ากับ 5บาร์
– ขนาดมอเตอร์ 220 V.หรือ380 V (Volt แรงดันไฟฟ้าที่จ่ายเข้ามอเตอร์)
-50 Hz. (Hertz ความถี่ไฟฟ้าที่มอเตอร์ใช้)
– 400 W. (Watt กำลังไฟฟ้าที่มอเตอร์ใช้)
– 1.6 A. ( Amp กระแสไฟฟ้า ที่มอเตอร์ใช้)
ตัวอย่างการเลือกปั๊มน้ำการเกษตรครอบคลุมพื้นที่ 5ไร่(8,000 ตารางเมตร)
ในที่นี้จะคำนวณระบบเพื่อหาขนาดของปั๊มน้ำ การเลือกปั๊มน้ำการเกษตร โดยกำหนดว่าเป็นสวนเกษตรผสมผสานมีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ร่วมกัน

ข้อควรระวังก่อนติดตั้ง
– ระวังสายไฟในกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งปั๊ม
– ควรใช้งานสูบภายในขอบเขตของกำลังและสเปคของเครื่อง
–  ควรต่อสายดินและติดตั้งคัตเอาท์
– ควรใช้ท่อที่แข็งแรง เพื่อป้องกันท่อตีบหรือบิดงอ ในขณะสูบน้ำ
–  ระวังอย่าให้โดนฝนเพราะจะทำให้อายุของปั๊มสั้นลง
– ตรวจสอบซีลหลังต่อท่อว่ามีรอยรั่วหรือไม่
– ระดับของตัวปั๊มจะต้องสูงกว่า ท่อดูดเสมอ
– ท่อดูดจะต้องใส่ฟุตวาล์ว (หัวกะโหลก) และอาจจะใส่ตัวกรองน้ำร่วมด้วย
– ปลายท่อดูดจะต้องจมอยู่ในน้ำ และควรห้างจากก้นบ่อและผนังข้างบ่อไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางท่อดูด
– ติดวาล์วกันน้ำย้อนและประตูน้ำ ที่ท่อด้านจ่ายเหนือปั๊มน้ำ
– หากมีการแก้ไขระหว่างเครื่องทำงาน ให้ดับเครื่องก่อนทุกครั้ง

Cr. kwaithongaec.com

CR : https://jasicthailand.com/th/blog

การตัดโลหะด้วยลำอาร์คพลาสมา

การตัดพลาสม่าจะใช้หลักการของการอาร์คระหว่างอิเลคโตรด (Electrode) และชิ้นงานที่ตัด ผ่านช่องเล็กๆที่ทำด้วยทองแดง (Copper Nozzle) ซึ่งจะทำให้เกิดพลาสม่า( Plasma ) ทำให้มีอุณหภูมิและความเร็วสูงเพิ่มขึ้นเมื่อไหลออกมาจากหัว Nozzle โดยที่อุณภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 องศาเซลเซียส และเมื่อปรับความเร็วเข้าใกล้ความเร็วเสียง ซึ่งลำของพลาสม่าจะตัดทะลุผ่านชิ้นงานที่หลอมเหลวแล้วถูกกำจัดให้ไหลออกไปทางด้านล่างของชิ้นงาน

อาร์คพลาสมา

จากขบวนการที่กล่าวมา จะเห็นว่าพลังงานที่เกิดจากพลาสมาจะมีพลังงานความร้อนสูงจึงนำมาสู่การทำให้เกิดอาร์คพลาสมาเพื่อนำความร้อนที่ได้มาใช้ในการตัดโลหะ การเกิดอาร์คพลาสมาสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ โดยการอาร์คด้วยไฟฟ้าเพื่อให้ความร้อนแก่ก๊าซตัวกลาง เมื่อก๊าซนั้นวิ่งผ่านอาร์คไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านอาร์คจะทำให้ก๊าซได้รับพลังงานและร้อนขึ้นจนทำให้โมเลกุลของก๊าซบางส่วนแยกตัวและถูกไอออไนซ์ทำให้เกิดเป็นอาร์คพลาสมาในที่สุด ดังแสดงในรูปที่ 2

ลำอาร์คพลาสมาที่เกิดขึ้นจะมีอุณหภูมิสูงมากและอุณหภูมิในลำอาร์คพลาสมานี้ จะขึ้นอยู่กับกระแสที่ไหลผ่านอาร์คและรูปร่างของลำอาร์ค รวมทั้งความเร็วของก๊าซที่ไหลผ่านลำอาร์คพลาสมาด้วย โดยที่อุณหภูมิในแกนกลางของลำอาร์คพลาสมาอาจสูงถึง 10,000 -14,000 องศาเซลเซียส

ความได้เปรียบของเครื่องตัดพลาสมา

ความได้เปรียบของเครื่องตัดพลาสมาที่ใช้ในการตัดโลหะมีอยู่หลายประการ สามารถแบ่งเป็นข้อๆ ได้ ดังนี้

1. สามารถตัดชิ้นงานที่มีความเว้าโค้งหรือรูปร่างต่างๆ ได้โดยง่าย

2. สภาพรอยตัดจะมีความราบเรียบและออกมาสวยงามมีความเรียบร้อย

3. สามารถทำความเร็วในการตัดโลหะได้เนื่องจากลำอาร์คพลาสมามีความร้อนสูงมาก

4. ความร้อนที่เกิดจากการตัดโลหะจะกระจายความร้อนในวงแคบๆ

5. มีความสะดวกในการใช้งาน

ในความได้เปรียบหลายประการของเครื่องตัดพลาสมานั้นก็ยังมีข้อที่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องของราคาต้นทุนที่ค่อนข้างสูงจึงค่อนข้างได้รับความนิยมในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในอนาคตอันใกล้นี้การนำเทคโนโลยีการตัดโลหะด้วยอาร์คพลาสมาจะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในภาคอุตสาหกรรมครัวเรือนเช่นกันเมื่อมีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดมีความสะดวกในการใช้งาน รวมทั้งเรื่องของราคาที่ถูกลงและมีความเหมาะสมกับการใช้งานมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็มีแนวโน้มเป็นเช่นนั้นที่ราคาของเครื่องตัดพลาสมาก็ได้ลดลงมา

ส่วนประกอบของเครื่องตัดพลาสมา

เครื่องตัดพลาสมาจะมีส่วนประกอบหลักๆ คือ ส่วนของแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงเพื่อเป็นแหล่งพลังงานหลักในการตัดโลหะ มีส่วนของเครื่องอัดอากาศและอีกส่วนที่สำคัญคือส่วนของหัวตัดพลาสมา โดยมีองค์ประกอบโดยรวม

ข้อเปรียบเทียบระหว่างตัดด้วยเครื่องพลาสมา กับ ตัดด้วยแก็ส

1.สามารถตัดได้ทั้งโลหะกลุ่มเหล็กและนอกกลุ่มเหล็ก เช่น สเตนเลส อลูมิเนียม เป็นต้น ส่วนการตัดด้วยแก๊ส ไม่สามารถตัดสเตนเลส หรือ อลูมิเนียมได้

2.การตัดพลาสมา ให้ร่องแนวตัดเล็ก ขอบแนวตัดเรียบ แสลกที่เกิดขึ้นน้อยกว่า

3.การตัดพลาสมา สามารถตัดโลหะบางๆหรือ หนามากได้ดี ไม่เกิดการบิดงอเนื่องจากความร้อน

หัวตัดพลาสมา (Plasma-Cutting Torch Head)

หัวตัดพลาสมาที่ใช้ในการตัดโลหะต้องเลือกให้มีความเหมาะสมกับพิกัดกำลังของตัวเครื่อง เนื่องจากการทำงานของหัวตัดพลาสมาแต่ละหัวจะมีพิกัดกระแสและแรงดันที่ใช้งานในการตัดที่แตกต่างกัน โดยส่วนประกอบของหัวตัดพลาสมา แสดงดังรูป

ส่วนประกอบของหัวตัดในรูป สามารถแบ่งได้ 2 แบบด้วยกันคือแบบ Shielded Part และแบบ Unshielded Part โดยมีส่วนที่แตกต่างกัน คือแบบ Shielded Part จะมี Shield เพื่อป้องกันส่วนของ Nozzle ไม่ให้เกิดความเสียหายเนื่องจากความร้อนขณะตัดโลหะ ซึ่งสามารถอธิบายหน้าที่ของแต่ละส่วนได้ดังนี้

1. Shield เป็นส่วนปลายสุดของหัวตัดเพื่อป้องกันส่วนของ Nozzle ไม่ให้เกิดความเสียหาย

2. Retaining Cap เป็นชิ้นส่วนนอกสุดของหัวตัดเพื่อจับยึดส่วนประกอบอื่นๆ กับส่วนของ Torch Head

3. Nozzle เป็นชิ้นส่วนที่ใช้บีบอาร์คพลาสมาผ่านช่องรูเล็กๆ ที่อยู่ตรงปลายของหัว Nozzle เป็นไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดลำอาร์คพลาสมา

4. Electrode เป็นส่วนของตัวนำไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงเพื่อให้เกิดอาร์คไฟฟ้าหลักซึ่งเป็นส่วนที่ต่อจาก Swirl Ring

5. Swirl Ring เป็นส่วนที่ทำให้อากาศถูกบีบอัดให้ผ่านช่องรูเล็กๆ ทางด้านข้างทำให้อากาศเคลื่อนที่หมุนผ่านไปยังขั้ว Electrode ไปอย่างรวดเร็ว

6. Torch Head เป็นส่วนนอกสุดที่ใช้จับยึดส่วนของ Retaining Cap เพื่อยึดส่วนประกอบต่างๆ เข้าด้วยกัน

CR : https://jasicthailand.com/th/blog