เคล็ดลับเลือกสีทาบ้านภายนอก ให้อยู่ทน สวยนาน ที่หลายบ้านไม่รู้

ถ้าสีทาบ้านภายนอกสามารถกันความร้อนได้ แต่กลับไม่ทนทานเอาซะเลย การตัดสินใจเลือกสีทาบ้านแน่นอนว่าคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่หากเราไม่คิดให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อนบ้านที่เรารักอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาสีลอกล่อน สีโป่งพอง สีซีดจาง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังทำให้เราเสียเงินไปเป็นจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก

ดังนั้นมาดูกันว่า การเลือกสีทาบ้านภายนอกที่เหมาะสม เจ้าของบ้านต้องเลือกอย่างไรเพื่อให้ได้บ้านที่สวยงาม สีติดทนทาน คุ้มค่าคุ้มราคา

สีทาภายนอกที่ดี ต้องทนทาน

เลือกสีทาภายนอกให้ดี ต้องติดทนทาน ปกป้องได้ยาวนาน

สิ่งสำคัญที่สุดที่เราอยากให้คุณนึกถึงเวลาเลือกสีทาภายนอกเลยก็คือ เรื่องของ “ความทนทาน” เพราะสีทาภายนอกเปรียบเสมือนด่านแรกของบ้านที่จะต้องสัมผัสกับอะไรหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นความร้อน ฝนฟ้าอากาศต่างๆ และรองลงมาถึงให้คุณเจ้าของบ้านไปพิจารณาคุณสมบัติอื่นๆ กันต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติสีกันร้อน ความสามารถในการสะท้อนความร้อนออกจากตัวบ้าน และเฉดสีที่เป็นมงคลต่างๆ ฯลฯ

โดยผลิตภัณฑ์สีทาบ้าน และอาคารของ TOA  มีทั้ง กลุ่มที่เป็นเกรดพรีเมียมคุณภาพสูงสุด (หรือสีที่ดีที่สุดนั่นเอง) รองลงมาเป็นกลุ่มพรีเมียมคุณภาพสูง สีในกลุ่มคุณภาพมาตรฐาน และสีกลุ่มอีโคโนมี ซึ่งมีราคาย่อมเยาลดหลั่นกันไปให้เจ้าของบ้านได้เลือกใช้ตามความเหมาะสมได้เลย

ทำความเข้าใจเรื่องบ้าน
แล้วเลือกสีทาบ้านภายนอกแบบครบระบบ

เริ่มต้นการทาสีบ้านได้ง่ายๆ เพียงแค่ทำการศึกษาตัวบ้านของเรากันก่อนว่ามีลักษณะแบบไหน

เพื่อการเลือกผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องเหมาะสมสำหรับบ้านของเรามากที่สุด ทาง TOA ได้มีการแบ่งกลุ่มบ้านไว้  4 กลุ่มหลักๆ เพื่อการทำระบบสีทาบ้านที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่

การเลือกสีทาบ้านภายนอก แบ่งตามประเภทของบ้าน

  1. บ้านใหม่ ไม่เคยทาสีมาก่อน
  2. บ้านเก่า หรือบ้านที่ต้องการรีโนเวท ที่มีอายุ 20-30 ปี หรือมากกว่านั้น
  3. บ้านที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความชื้นสูง
  4. บ้านที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีแดดจัด

TOA ได้ทำการแบ่งกลุ่มระบบของสีทาบ้านภายนอกไว้เป็น 4 ระบบดังที่กล่าวไปข้างต้นนี้ เพื่อความสะดวกสบายของเจ้าของบ้านในการซื้อหาผลิตภัณฑ์ทาสีบ้านได้อย่างเหมาะสม ให้สีสวยติดทนนาน และเกิดประสิทธิภาพดีที่สุด

1. ระบบสีทาบ้านภายนอกที่ดีที่สุด สำหรับบ้านใหม่

ระบบสีทาบ้านภายนอกที่ดีที่สุด สำหรับบ้านใหม่

TOA ไม่เคยหยุดคิดค้นผลิตภัณฑ์สีทาบ้านและเคมีภัณฑ์ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่นวัตกรรมต่างๆ ก็มีมากขึ้นทุกวัน ทำให้ตอนนี้ TOA มีผลิตภัณฑ์กลุ่มสีซุปเปอร์ชิลด์ (SuperShield) หรือสีน้ำอะคริลิก เกรดอัลตร้าพรีเมี่ยม เหมาะสำหรับสีทาภายนอก ในกลุ่มที่เป็นบ้านใหม่ ด้วยการผสมผสานคุณสมบัติสุดพิเศษที่เรียกว่า “Ti-Pure” – Titanium Triple Protection นาโนไทเทเนียมชนิดพิเศษที่ผ่านการเคลือบมาถึง 3 ชั้น ทำให้ปกป้องบ้านของคุณจากทุกสภาวะอากาศ ไม่ว่าจะเป็นไอแดด ไอทะเล พายุฝน ฟิล์มสีชนิดนี้ก็ยังสามารถปกป้องตัวบ้าน อาคาร รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แถมยังติดทนยาวนานกว่า 15 ปีเลยทีเดียว

ดู E-catalog สีซุปเปอร์ชิลด์เพิ่มเติม คลิก


2. ระบบสีทาบ้านภายนอก สำหรับบ้านเก่า หรือรีโนเวทบ้านอายุ 20-30 ปี ขึ้นไป

 

สิ่งสำคัญที่ควรสังเกตก่อนทาสีบ้านภายนอกให้กับบ้านเก่าอายุ 20-30 ปีขึ้นไป คือ “สภาพของพื้นผิวปูน” ยิ่งถ้าบ้านตั้งอยู่ในเขตที่มีอากาศรุนแรง ไม่ว่าจะแดดจัด มีไอทะเล หรือสัมผัสกับลมฝนอยู่ตลอด ล้วนมีผลให้พื้นผิวปูนเสื่อมสภาพเร็วขึ้น การเตรียมพื้นผิวสำหรับบ้านเก่า ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าผนังไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทาสีใหม่ เรื่องสีหลุดล่อนหรือสีโป่งพองก็อาจเกิดขึ้นซ้ำได้

สีทาบ้านภายนอก รีโนเวทบ้านดีที่สุด

ควรปรับพื้นผิวให้เรียบ ก่อนทาสีไหม?

การฉาบสกิมโค้ท (Skim Coat) เป็นการปรับผนังให้มีความเรียบเนียน ถ้าถามว่าจำเป็นไหม?  เจ้าของบ้านต้องประเมินดูว่า พื้นผิวบ้านนั้นมีลักษณะเป็นรูพรุนตามด หรือมีพื้นผิวหยาบเหมือนเม็ดทรายหรือไม่ หากสังเกตแล้วมี และต้องการผนังที่เรียบเนียน ควรใช้สกิมโค้ทสำหรับ ฉาบเรียบ ตกแต่งพื้นผิวให้เรียบเนียนเสียก่อน โดยทาน้ำยารองพื้นปูนเก่าก่อนฉาบสกิมโค้ท 1 รอบ แล้วค่อยเริ่มการทาสีบ้านต่อไป

3. ระบบสีทาบ้านภายนอกที่มีความชื้นสูง

บ้านที่มีความชื้นสูง บางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะการเกิดความชื้นที่ขึ้นมาจากพื้นดินด้านล่างดันขึ้นสู่ชายล่างของตัวบ้านหรือกำแพง

ทาสีบ้านภายนอก สำหรับบ้านมีความชื้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็สามารถป้องกันให้ความชื้นเข้ามาสู่ตัวบ้านน้อยลงได้ ด้วยการใช้เคมีภัณฑ์ อย่าง  ทีโอเอ มอยซ์เจอร์ การ์ด (TOA Moisture Guard) ทาลงบริเวณชายล่างของตัวบ้านก่อนเริ่มงานระบบสี เพื่อช่วยให้บ้านมีความทนทานต่อความชื้นได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยยืดอายุของฟิล์มสีทับหน้า ป้องกันฟิล์มสีปริ โป่งพอง และทยอยหลุดล่อนออกมาทีหลังได้ด้วย

4. ระบบสีทาบ้านภายนอก เน้นเรื่องกันความร้อนสูงสุด

สำหรับบ้านที่ต้องการเน้นเรื่องของการกันความร้อนสูงสุด ทาง TOA ก็มีนวัตกรรมที่ชื่อว่า“TOA ระบบบ้านเย็น”  มาตอบโจทย์ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี โดยผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเป็นฉนวนกันความร้อนชนิดนี้เรียกว่า ทีโอเอ อินซูเลเตอร์ ไพรเมอร์ (TOA Insulator Primer) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดอุณหภูมิในบ้านลงได้จริง ทั้งยังมีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนออกไปได้มากถึง 94.5% โดยให้ใช้ควบคู่กับการใช้สีทับหน้าสะท้อนความร้อนในรุ่นต่างๆ ของ TOA ควบคู่กันไปเพื่อผลลัพธ์อันสูงสุด


ขั้นตอนการทาสี
วิธีง่ายๆ ที่คุณทำได้เอง

ระบบสีทาบ้านภายนอกที่ดีที่สุด สำหรับบ้านใหม่

 

ขั้นตอนการทาสีบ้านภายนอกที่ดีที่สุด

ขั้นตอนที่ เตรียมพื้นผิว

ขั้นตอนที่ รองพื้น

ขั้นตอนที่ ทาสีทับหน้า

สีทับหน้าซุปเปอร์ชิลด์ มีให้เลือกถึง 3 แบบ

ทาจำนวน 2-3 เที่ยว

ระบบสีทาบ้านภายนอกที่มีความชื้นสูง

 

ขั้นตอนทาสีบ้านภายนอกความชื้นสูง

ขั้นตอนที่ เตรียมพื้นผิว

พื้นผิวปูนใหม่
  • พื้นผิวต้องแห้ง สะอาด ปราศจากซีเมนต์และคราบไข
  • ทาน้ำยาป้องกันความชื้น ทีโอเอ มอยซ์เจอร์ การ์ด 1 เที่ยว ทิ้งให้แห้ง 3-4 ชั่วโมง
พื้นผิวปูนเก่า
  • ขูดลอกฟิล์มสีเดิม และฟิล์มสีที่หลุดล่อนออกให้หมด
  • ล้างทำความสะอาดแล้วทิ้งให้แห้ง
  • บริเวณที่มีเชื้อราและตะไคร่ ใช้ ทีโอเอ 113 ไมโครคิล ทาเพื่อฆ่าเชื้อราก่อน
  • ทาน้ำยาป้องกันความชื้น ทีโอเอ มอยซ์เจอร์ การ์ด 1 เที่ยว ทิ้งให้แห้ง 3-4 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ รองพื้น

พื้นผิวปูนใหม่
พื้นผิวปูนเก่า
  • ใช้น้ำยารองพื้นปูนเก่า ทีโอเอ คอนแท็ค ไพรเมอร์ หรือ สีรองพื้นอเนกประสงค์ ทีโอเอ ควิก ไพรเมอร์ 1 เที่ยว

ขั้นตอนที่ ทาสีทับหน้า  

สีทับหน้าที่ใช้นอกจากสีซุปเปอร์ชิลด์แล้ว ยังสามารถใช้สีรุ่นอื่นได้อีกด้วย

ทาจำนวน 2-3 เที่ยว

ทาสีบ้านภายนอก เน้นเรื่องกันร้อน ด้วย TOA ระบบบ้านเย็น

 

การทาสีภายนอกกันบ้านร้อน

ขั้นตอนที่ เตรียมพื้นผิว

พื้นผิวปูนใหม่
  • ทิ้งผนังให้แห้งอย่างน้อย 1 เดือน
  • ทำความสะอาดให้ปราศจากฝุ่นผง เศษซีเมนต์ และคราบไข
พื้นผิวปูนเก่า
  • ขูดลอกฟิล์มสีเดิม และฟิล์มสีที่หลุดล่อนออกให้หมด
  • ล้างทำความสะอาดแล้วทิ้งให้แห้ง (ห้ามใช้แปรงลวด)
  • บริเวณที่มีเชื้อราและตะไคร่ ใช้ ทีโอเอ 113 ไมโครคิล ทาเพื่อฆ่าเชื้อราก่อน

บริเวณที่มีรอบแตกร้าวให้เลือกใช้เคมีภัณฑ์สำหรับอุดโป๊ว ที่เหมาะสม

ขั้นตอนที่ ทาสีรองพื้นฉนวนกันร้อน

พื้นผิวปูนใหม่
พื้นผิวปูนเก่า

ขั้นตอนที่ ทาสีทับหน้า

สีทับหน้าที่ใช้นอกจากสีซุปเปอร์ชิลด์แล้ว ยังสามารถใช้สีรุ่นอื่นได้อีกด้วย

ทาจำนวน 2-3 เที่ยว

ระบบสีทาบ้านภายนอก สำหรับบ้านเก่า หรืองานรีโนเวท

 

ขั้นตอนทาสีบ้านภายนอก บ้านรีโนเวท

 

ขั้นตอนที่ เตรียมพื้นผิว

  • ขัดล้างสีเดิมที่เสื่อมสภาพออก (ห้ามใช้แปรงลวด) แล้วทิ้งให้แห้ง
  • ขัดล้างสีเดิมที่เสื่อมสภาพออก (ห้ามใช้แปรงลวด) แล้วทิ้งให้แห้ง
  • พื้นผิวที่มีลักษณะเป็นฝุ่น หรือร่วนพรุน ให้รองพื้นด้วยนน้ำยารองพื้นปูเก่า
  • ฉาบด้วยสกิมโค้ท โดยใช้เกรียงเหล็ก เกรียงสเตนเลส หรือเกรียงโป๊ว บริเวณพื้นผิวที่ต้องการ
  • ถ้าต้องการฉาบซ้ำ ให้ทิ้งชั้นแรกไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก่อนฉาบชั้นถัดไป
  • ใช้กระดาษทรายขัดสกิมโค้ท ขัดเพื่อให้พื้นผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ รองพื้น

สำหรับงานรีโนเวท สามารถเลือกใช้น้ำยารองพื้นปูนทับสีเก่า หรือสีรองพื้นอเนกประสงค์ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มน้ำยารองพื้นปูนเก่า

  • ทีโอเอ เซเว่น อิน วัน สีรองพื้นปูนเก่า สูตรน้ำมัน
  • น้ำยารองพื้นปูนทับสีเก่า ทีโอเอ คอนแทค ไพรเมอร์
  • น้ำยารองพื้นปูนทับสีเก่า โฟร์ซีซั่นส์ ซุปเปอร์ ไพรเมอร์

กลุ่มสีรองพื้นอเนกประสงค์

  • ทีโอเอ เอ็กซ์ตร้า เวท ไพรเมอร์
  • ทีโอเอ ควิก ไพรเมอร์
  • โฟร์ซีซั่นส์ ควิก ไพรเมอร์

ทาจำนวน 1 เที่ยว ทิ้งให้แห้ง 2 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ ทาสีทับหน้า  

สีทับหน้าสำหรับภายนอก มีดังนี้

  • สีซุปเปอร์ชิลด์
  • สีทีโอเอ เซเว่น อิน วัน
  • สีทีโอเอ ชิลด์ วัน นาโน
  • สีทนได้ สีโฟร์ซีซั่นส์

ทาจำนวน 2-3 เที่ยว

สำหรับเจ้าของบ้านท่านใด ถ้าหากอยากทาสีบ้านภายนอก สามารถเข้ามาดูได้เลยที่ ทีโอเอ ที่มีช่องทางการจัดจำหน่ายตามร้านค้าปลีก ที่มีโลโก้ TOA อยู่ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และกลุ่มร้านค้าโมเดิร์น เทรด ที่จำหน่ายสีทาบ้าน และวัสดุก่อสร้าง เช่น โฮมโปร ไทวัสดุ เมกาโฮม ฯลฯ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ ผ่านเฟซบุ๊กแมสเซ็นเจอร์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

CR : https://www.toagroup.com/product/product-solution/product-solution-detail?url=เคล็ดลับเลือกสีทาบ้านภายนอก-ให้อยู่ทน-สวยนาน-ที่หลายบ้านไม่รู้

300 บาท DIY สบายๆแก้เบื่อวันหยุดยาว

300 บาท DIY สบายๆแก้เบื่อวันหยุดยาวนี้ได้ครับ

สบายๆชิลๆสไตล์ช่างมือใหม่ หรือ จะเป็นงานซ่อมแซมเล็กๆน้อยๆ ประหยัดไปอี๊กกก

วันหยุดที่จะถึงนี้ ในช่วงสถานการณ์โควิดกลับมาเป็นระลอกสอง

หลายๆท่านไม่สะดวกเดินทางพักผ่อนต่างจังหวัด หรือเดินทางไปไหน

ซึ่งหากท่านใด กำลังมองหากิจกรรมแก้เหงาในวันหยุด เราเชื่อว่า งานDIYสิ่งของเครื่องใช้ประจำบ้าน หรือซ่อมแซมเล็กๆน้อยๆถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยนะครับ

แต่หากท่านใดกำลังมองหาเครื่องมือสำหรับงานDIY ราคาสบายๆ งบ200 บาท

ใช้งานแบบชิวๆ วันนี้เรามีนำเสนอครับผม

1.ประแจแหวนข้างตาย 10 มม. ราคาอันละ 18 บาท ใช้ขันงานทั่วไป

สำหรับงานขันหรือคลายน๊อตต่างๆ โดยเฉพาะแบบด้านหนึ่งเป็นปากตาย ด้านหนึ่งเป็นประแจหวน จะเป็นประแจที่อรรถประโยชน์สูง

2.ไขควงสลับตอกได้4” ราคาอันละ 45 บาท ผู้ช่วยงานDIY ที่หลายท่านคุ้นตา สำหรับงานถอดประกอบ

3.ตลับเมตรขนาด 3.5เมตร ราคาอันละ 47 บาท

ใช้ในงานวัดขนาด ความยบาว หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับชิ้นงานของเรา

4.ค้อนหงอน #21 ราคาอันละ 115-135บาท.

ช่วยผ่อนแรง ถอดประกอบเข้าหางานกัน ต่างๆ ขึ้นอยู่กับประเภทวัสดุที่เราต้องการใช้

5.เคมีภัณฑ์ สำหรับโป๊วผนัง ขนาด 1 KG ราคากระป๋องละ 75 บาท

สำหรับงานซ่อมแซม อุดรอยรั่วต่างๆที่ทำให้สะดวกง่ายดายในยามฉุกเฉิน

CR : https://masterhardware.co.th/

มิเตอร์ไฟ 5 แอมป์ ใช้งานเครื่องตัดพลาสม่าได้หรือไม่?

บ้านติดมิเตอร์ไฟ 5 แอมป์ ใช้งานเครื่องตัดพลาสม่าได้หรือไม่? วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันครับ

ในเนมเพลทเครื่องตัดพลาสม่าของเจสิคทุกรุ่นจะระบุ ค่ากระแสไฟขณะใช้งาน I1 max กับ I1 eff (I1 max = ค่ากระแสไฟเข้า ณ กระแสเชื่อมสูงสุด , I1 eff = ค่ากระแสไฟเข้า ณ กระแสเชื่อมต่ำสุด)

ทั้ง 2 ค่านี้ เป็นตัวบอกว่ากระแสไฟจากแหล่งจ่าย (มิเตอร์) ที่ใช้อยู่เพียงพอกับเครื่องหรือไม่ เช่น เครื่องตัดพลาสม่า เจสิค รุ่น CUT40L207

เนมเพลทระบุ I1 eff = 22.1A หมายถึง แม้ใช้กระแสในการตัดต่ำสุดที่ 25.2 แอมป์ (Duty Cycle 100%) จะต้องใช้กระแสไฟที่จ่ายจากมิเตอร์ให้คลุมอยู่ที่ 22.1 แอมป์เป็นอย่างน้อย ซึ่งบ้านที่ติดตั้งมิเตอร์ไฟขนาด 5 แอมป์ จะสามารถใช้ไฟได้สูงสุดเพียง 15 แอมป์เท่านั้น ไม่เพียงพออาจทำให้ไฟฟ้าดับทั้งบ้านหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้

ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้เครื่องตัดพลาสม่าควรขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟเป็นขนาด 15 แอมป์ ใช้ไฟได้สูงสุด 45 แอมป์ ครอบคลุมกระแสในการตัดสูงสุดที่ 40 แอมป์อีกด้วย (I1 max = 35A)

CR. https://www.ktw.co.th/มิเตอร์ไฟ-5-แอมป์-ใช้งานเครื่องตัดพลาสม่าได้หรือไม่

รอยต่อหลังคามีปัญหาน้ำรั่วซึม! แก้ไขยังไงดี ?

น้ำซึมบริเวณรอยต่อหลังคา เกิดจากอะไร ? 

น้ำรั่วซึมบริเวณรอยต่อหลังคา เป็นอีกหนึ่งปัญหายอดฮิตที่มักเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน ยิ่งบ้านที่มีรูปทรงหลังคาสลับซับซ้อน หรือมีรอยต่อมาก ก็มีจุดเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาหลังคารั่วซึมจากรอยต่อได้มากเช่นกัน สำหรับบริเวณรอยต่อหลังคาที่มักเกิดปัญหารั่วซึม มีดังนี้

รอยต่อบริเวณครอบสันหลังคา และตะเข้สัน

ปัญหาเกิดจากปูนที่ยึดครอบเสื่อมสภาพ หรือการติดตั้งที่ผิดวิธี อาทิ วางแปคู่ห่างเกินไป มุงครอบเผยอ

ส่วนต่อเติมรอยต่อกระเบื้องหลังคาชนผนัง

ภาพแรกจากทางซ้าย : กรณีกระเบื้องชนผนังและไม่ได้ทำทับหลัง หรือปีกคอนกรีตเสริมเหล็ก
ภาพที่สองจากทางขวา : กรณีทำทับหลัง หรือปีกคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่ประสานผนัง

รอยต่อบริเวณตะเข้ราง รางน้ำฝนเชิงชาย

สาเหตุเกิดจากการติดตั้งรางที่ไม่ได้มาตรฐาน รางน้ำเก่าผุ หรือมีรูปทรงเล็กแคบเกินไป ส่งผลให้ระบายน้ำได้ยาก มีน้ำล้นออกมา ทำให้น้ำไหลย้อนเข้าไปที่ใต้กระเบื้องหลังคาแล้วหยดเข้าไปในบ้าน

ปัญหาดังข้างต้นนอกจากมีส่วนทำให้ตัวบ้านได้รับความเสียหายแล้ว ยังทำให้เกิดคราบสกปรก รวมถึงมีเชื้อราจากความชื้นที่มีน้ำรั่วซึมอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรรีบทำการแก้ไข ก่อนบานปลายเป็นปัญหาใหญ่  ดีไม่ดีอาจมีค่าซ่อมแซมในจำนวนที่ยากเกินรับมือไหว!

CR : https://www.jorakay.co.th/th/homeissues/roof-joints-have-a-water-leakage-problem.html

แรงม้า VS กิโลวัตต์ ต่างกันอย่างไร

แรงม้า (Horse Power ตัวย่อ HP) เป็นหน่วยของ กำลัง (Imperial Horsepower)

แรงม้า หมายถึง อัตราการทำงานที่นิยมใช้ในทางวิศวกรรมและงานช่างซึ่งแสดงถึงกำลังของเครื่องจักร เครื่องยนต์ หรือมอเตอร์

โดย 1 แรงม้า เท่ากับ 0.7457 กิโลวัตต์ เทียบเท่ากับแรงที่ใช้ในการยกน้ำหนัก 550 ปอนด์ (250 ก.ก.) ขึ้นสูง 1 ฟุต (30 ซ.ม.) ในช่วงเวลา 1 วินาที ซึ่งมีค่าเท่ากับ 33,000 ฟุต-ปอนด์/นาที หรือ 550 ฟุต-ปอนด์/วินาที หรือ 4,564 กิโลกรัม-เมตร/นาที หรือ 76.1 กิโลกรัม-เมตร/วินาที ปัจจุบันหน่วยแรงม้า ยังเป็นที่นิยมในการใช้ระบุกำลังหรือแรงของเครื่องยนต์ มอเตอร์ ปั๊มน้ำและเครื่องจักรกลชนิดต่างๆ ที่ทำงานด้วยมอเตอร์หรือเครื่องยนต์

กิโลวัตต์ (Kilowatt ตัวย่อ KW) เป็นหน่วยของ กำลังไฟฟ้า (Metric Unit)

กิโลวัตต์ คือ หน่วยของกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ มอเตอร์ หรือเครื่องมือที่ใช้มอเตอร์เป็นต้นกำลังในการทำงาน โดย 1 กิโลวัตต์ มีค่าเท่ากับ 1.34 แรงม้า ซึ่งมีหน่วยพื้นฐานคือ วัตต์ (Watt) โดย 1 กิโลวัตต์ เท่ากับ 1000 วัตต์ (Kilo = 10 ยกกำลัง 3 หรือเท่ากับ 1000) โดยทั่วไปเรามักนิยมเรียกกำลังของเครื่องยนต์ เครื่องจักร หรือมอเตอร์ด้วยหน่วย “แรงม้า” แต่ถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักการแล้วเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆที่ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าควรจะเรียกหน่วยของกำลัง(ไฟฟ้า) ซึ่งก็คือหน่วย “วัตต์ หรือ กิโลวัตต์”

ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆภายในบ้านมักจะเรียกด้วยหน่วย “วัตต์ หรือ กิโลวัตต์” ซึ่งก็ไม่ผิดหากจะเรียกกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหน่วย “แรงม้า” เพราะยังไงก็สามารถเปลี่ยนให้อยู่ในหน่วยของ “วัตต์ หรือ กิโลวัตต์” ได้อยู่ดีครับ และก็จะดูแปลกมากถ้าหากเราเรียกกำลังของไฟฟ้าด้วยหน่วย”แรงม้า”กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น พัดลมตั้งพื้น กำลัง 0.04 แรงม้า (32 วัตต์)

KTW

CR : https://www.ktw.co.thแรงม้า-vs-กิโลวัตต์-ต่างกันอย่างไร

ปั๊มน้ำเกษตร เลือกอย่างไร ใช้งานให้เหมาะสม

ปั๊มน้ำในงานเกษตร ที่ใช้สำหรับการสูบน้ำนั้น จะอยู่ 2 ประภทใหญ่ๆคือ
1. ปั๊มน้ำที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ( ที่มีอยู่ทั่วไปก็ได้แก่ ปั๊มหอยโข่ง เป็นต้น )
2. เครื่องยนต์ใช้น้ำมัน สำหรับหมุนส่งกำลัง ( ซึ่งบางคนอาจจะเรียกว่าเครื่องสูบน้ำ )

ซึ่งสามารถเปรียบเทียบ ความเหมาะสมในการเลือกใช้งาน ได้ดังนี้
1. ปั๊มน้ำมอเตอร์ไฟฟ้า
– ขนาด 2 HP จะสูบน้ำได้เฉลี่ย  = 25,000-30,000 ลิตร/ชั่วโมง
2. ปั๊มน้ำเครื่องยนต์
– ขนาด 5 – 7HP ( เครื่องยนต์เบนซิน )  จะสูบน้ำได้เฉลี่ย = 20,000-50,000 ลิตร/ชั่วโมง
– ขนาด 8 – 12HP ( เครื่องยนต์ดีเซลขนาด )  จะสูบน้ำได้เฉลี่ย = 20,000-50,000 ลิตร/ชั่วโมง
** ปริมาณน้ำอาจแปรผันตามอัตราเร่ง

ซึ่ง การเลือกขนาดของปั๊มน้ำ นั้น ต้องคำนึงถึง 2 ส่วนหลักคือ
1. ปริมาณการจ่ายน้ำ(Q)
– ปริมาณน้ำที่ต้องจ่ายในแต่ละครั้ง เช่นถ้าต้องการจ่ายน้ำครั้งละ 1 โซน Q = 6 ลบ.ม./ชม.
2. แรงดันน้ำ(H)
– ในพื้นที่ขนาดเล็ก ใช้ท่อเมนไม่เกิน 100 เมตร จะต้องการแรงดันน้ำ H = 25 เมตรเป็นค่ามาตรฐาน
ซึ่งแน่นอนว่า ในบางพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ อาจจะต้องใช้ท่อเมนยาวเกิน  100 เมตร ก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่มค่าแรงดันมาตรฐาน ( H = 25 ) ขึ้นอีก เท่ากับ 4 เมตรทุกๆระยะท่อเมน 100 เมตร  โดยใช้สูตรคำนวณคือ   H + ( 4 x 300 ) / 100

ยกตัวอย่างเช่น
ระยะท่อเมน 300 เมตร ดังนั้นแรงดันน้ำที่ต้องการ คือ
( H ) = 25 + ( 4*300/100 ) = 25 + 12 = 37 เมตร
แต่หากเป็นพื้นที่ลาดชัน จะต้องเพิ่มค่าแรงดันมาตรฐาน( H = 25 )ขึ้ นอีกเท่ากับระดับความสูงระหว่างพื้นที่กับปั๊มน้ำ เช่น  พื้นที่เป็นเนินสูง 5 เมตร ดังนั้นแรงดันน้ำที่ต้องการ ( H ) = 25 + 5 = 30 เมตร
* ในการเลือกปั๊มน้ำควรเพิ่มค่าแรงดันน้ำ ( H )ขึ้ นอีก  30% เพื่อชดเชยแรงดันน้ำที่สูญในระบบ(Head Loss)
** หน่วยวัดกำลังของมอเตอร์มี 2 ลักษณะ คือ HP ( แรงม้า ) และ Watt ( วัตต์ ) ( โดย 1 HP = 750 w / 0.75 kw )

การเลือกซื้อปั๊ม
1.รู้รายละเอียดการใช้น้ำ เช่น ปริมาณน้ำและแรงดัน
2.ปั๊มน้ำมีวัสดุหลากหลาย ซึ่งมีความเหมาะสมในการใช้งานต่างกันเช่น ดูดน้ำเสีย ดูดสารเคมี หรือดูดน้ำประปา เรพาะฉะนั้น ควรเลือกปั๊มน้ำ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
3.เลือกขนาดของปั๊ม ในการเลือกปั๊มต้องดูว่าปั๊มสามารถจ่ายปริมาณน้ำได้มากแค่ไหนเพียงพอกับการใช้งานหรือไม่ การเลือกปั๊มน้ำการเกษตร และที่แรงดันน้ำที่ต้องการ เช่น
– ปริมาณน้ำ 280 ลิตร/นาที หรือ 30 m3 / h (ลูกบาศก์เมตร / ชั่วโมง)
-แรงดัน5บาร์(10 m=1bar ) ระยะทางส่ง50เมตรเท่ากับ 5บาร์
– ขนาดมอเตอร์ 220 V.หรือ380 V (Volt แรงดันไฟฟ้าที่จ่ายเข้ามอเตอร์)
-50 Hz. (Hertz ความถี่ไฟฟ้าที่มอเตอร์ใช้)
– 400 W. (Watt กำลังไฟฟ้าที่มอเตอร์ใช้)
– 1.6 A. ( Amp กระแสไฟฟ้า ที่มอเตอร์ใช้)
ตัวอย่างการเลือกปั๊มน้ำการเกษตรครอบคลุมพื้นที่ 5ไร่(8,000 ตารางเมตร)
ในที่นี้จะคำนวณระบบเพื่อหาขนาดของปั๊มน้ำ การเลือกปั๊มน้ำการเกษตร โดยกำหนดว่าเป็นสวนเกษตรผสมผสานมีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ร่วมกัน

ข้อควรระวังก่อนติดตั้ง
– ระวังสายไฟในกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งปั๊ม
– ควรใช้งานสูบภายในขอบเขตของกำลังและสเปคของเครื่อง
–  ควรต่อสายดินและติดตั้งคัตเอาท์
– ควรใช้ท่อที่แข็งแรง เพื่อป้องกันท่อตีบหรือบิดงอ ในขณะสูบน้ำ
–  ระวังอย่าให้โดนฝนเพราะจะทำให้อายุของปั๊มสั้นลง
– ตรวจสอบซีลหลังต่อท่อว่ามีรอยรั่วหรือไม่
– ระดับของตัวปั๊มจะต้องสูงกว่า ท่อดูดเสมอ
– ท่อดูดจะต้องใส่ฟุตวาล์ว (หัวกะโหลก) และอาจจะใส่ตัวกรองน้ำร่วมด้วย
– ปลายท่อดูดจะต้องจมอยู่ในน้ำ และควรห้างจากก้นบ่อและผนังข้างบ่อไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางท่อดูด
– ติดวาล์วกันน้ำย้อนและประตูน้ำ ที่ท่อด้านจ่ายเหนือปั๊มน้ำ
– หากมีการแก้ไขระหว่างเครื่องทำงาน ให้ดับเครื่องก่อนทุกครั้ง

Cr. kwaithongaec.com

CR : https://jasicthailand.com/th/blog

การตัดโลหะด้วยลำอาร์คพลาสมา

การตัดพลาสม่าจะใช้หลักการของการอาร์คระหว่างอิเลคโตรด (Electrode) และชิ้นงานที่ตัด ผ่านช่องเล็กๆที่ทำด้วยทองแดง (Copper Nozzle) ซึ่งจะทำให้เกิดพลาสม่า( Plasma ) ทำให้มีอุณหภูมิและความเร็วสูงเพิ่มขึ้นเมื่อไหลออกมาจากหัว Nozzle โดยที่อุณภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 องศาเซลเซียส และเมื่อปรับความเร็วเข้าใกล้ความเร็วเสียง ซึ่งลำของพลาสม่าจะตัดทะลุผ่านชิ้นงานที่หลอมเหลวแล้วถูกกำจัดให้ไหลออกไปทางด้านล่างของชิ้นงาน

อาร์คพลาสมา

จากขบวนการที่กล่าวมา จะเห็นว่าพลังงานที่เกิดจากพลาสมาจะมีพลังงานความร้อนสูงจึงนำมาสู่การทำให้เกิดอาร์คพลาสมาเพื่อนำความร้อนที่ได้มาใช้ในการตัดโลหะ การเกิดอาร์คพลาสมาสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ โดยการอาร์คด้วยไฟฟ้าเพื่อให้ความร้อนแก่ก๊าซตัวกลาง เมื่อก๊าซนั้นวิ่งผ่านอาร์คไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านอาร์คจะทำให้ก๊าซได้รับพลังงานและร้อนขึ้นจนทำให้โมเลกุลของก๊าซบางส่วนแยกตัวและถูกไอออไนซ์ทำให้เกิดเป็นอาร์คพลาสมาในที่สุด ดังแสดงในรูปที่ 2

ลำอาร์คพลาสมาที่เกิดขึ้นจะมีอุณหภูมิสูงมากและอุณหภูมิในลำอาร์คพลาสมานี้ จะขึ้นอยู่กับกระแสที่ไหลผ่านอาร์คและรูปร่างของลำอาร์ค รวมทั้งความเร็วของก๊าซที่ไหลผ่านลำอาร์คพลาสมาด้วย โดยที่อุณหภูมิในแกนกลางของลำอาร์คพลาสมาอาจสูงถึง 10,000 -14,000 องศาเซลเซียส

ความได้เปรียบของเครื่องตัดพลาสมา

ความได้เปรียบของเครื่องตัดพลาสมาที่ใช้ในการตัดโลหะมีอยู่หลายประการ สามารถแบ่งเป็นข้อๆ ได้ ดังนี้

1. สามารถตัดชิ้นงานที่มีความเว้าโค้งหรือรูปร่างต่างๆ ได้โดยง่าย

2. สภาพรอยตัดจะมีความราบเรียบและออกมาสวยงามมีความเรียบร้อย

3. สามารถทำความเร็วในการตัดโลหะได้เนื่องจากลำอาร์คพลาสมามีความร้อนสูงมาก

4. ความร้อนที่เกิดจากการตัดโลหะจะกระจายความร้อนในวงแคบๆ

5. มีความสะดวกในการใช้งาน

ในความได้เปรียบหลายประการของเครื่องตัดพลาสมานั้นก็ยังมีข้อที่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องของราคาต้นทุนที่ค่อนข้างสูงจึงค่อนข้างได้รับความนิยมในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในอนาคตอันใกล้นี้การนำเทคโนโลยีการตัดโลหะด้วยอาร์คพลาสมาจะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในภาคอุตสาหกรรมครัวเรือนเช่นกันเมื่อมีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดมีความสะดวกในการใช้งาน รวมทั้งเรื่องของราคาที่ถูกลงและมีความเหมาะสมกับการใช้งานมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็มีแนวโน้มเป็นเช่นนั้นที่ราคาของเครื่องตัดพลาสมาก็ได้ลดลงมา

ส่วนประกอบของเครื่องตัดพลาสมา

เครื่องตัดพลาสมาจะมีส่วนประกอบหลักๆ คือ ส่วนของแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงเพื่อเป็นแหล่งพลังงานหลักในการตัดโลหะ มีส่วนของเครื่องอัดอากาศและอีกส่วนที่สำคัญคือส่วนของหัวตัดพลาสมา โดยมีองค์ประกอบโดยรวม

ข้อเปรียบเทียบระหว่างตัดด้วยเครื่องพลาสมา กับ ตัดด้วยแก็ส

1.สามารถตัดได้ทั้งโลหะกลุ่มเหล็กและนอกกลุ่มเหล็ก เช่น สเตนเลส อลูมิเนียม เป็นต้น ส่วนการตัดด้วยแก๊ส ไม่สามารถตัดสเตนเลส หรือ อลูมิเนียมได้

2.การตัดพลาสมา ให้ร่องแนวตัดเล็ก ขอบแนวตัดเรียบ แสลกที่เกิดขึ้นน้อยกว่า

3.การตัดพลาสมา สามารถตัดโลหะบางๆหรือ หนามากได้ดี ไม่เกิดการบิดงอเนื่องจากความร้อน

หัวตัดพลาสมา (Plasma-Cutting Torch Head)

หัวตัดพลาสมาที่ใช้ในการตัดโลหะต้องเลือกให้มีความเหมาะสมกับพิกัดกำลังของตัวเครื่อง เนื่องจากการทำงานของหัวตัดพลาสมาแต่ละหัวจะมีพิกัดกระแสและแรงดันที่ใช้งานในการตัดที่แตกต่างกัน โดยส่วนประกอบของหัวตัดพลาสมา แสดงดังรูป

ส่วนประกอบของหัวตัดในรูป สามารถแบ่งได้ 2 แบบด้วยกันคือแบบ Shielded Part และแบบ Unshielded Part โดยมีส่วนที่แตกต่างกัน คือแบบ Shielded Part จะมี Shield เพื่อป้องกันส่วนของ Nozzle ไม่ให้เกิดความเสียหายเนื่องจากความร้อนขณะตัดโลหะ ซึ่งสามารถอธิบายหน้าที่ของแต่ละส่วนได้ดังนี้

1. Shield เป็นส่วนปลายสุดของหัวตัดเพื่อป้องกันส่วนของ Nozzle ไม่ให้เกิดความเสียหาย

2. Retaining Cap เป็นชิ้นส่วนนอกสุดของหัวตัดเพื่อจับยึดส่วนประกอบอื่นๆ กับส่วนของ Torch Head

3. Nozzle เป็นชิ้นส่วนที่ใช้บีบอาร์คพลาสมาผ่านช่องรูเล็กๆ ที่อยู่ตรงปลายของหัว Nozzle เป็นไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดลำอาร์คพลาสมา

4. Electrode เป็นส่วนของตัวนำไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงเพื่อให้เกิดอาร์คไฟฟ้าหลักซึ่งเป็นส่วนที่ต่อจาก Swirl Ring

5. Swirl Ring เป็นส่วนที่ทำให้อากาศถูกบีบอัดให้ผ่านช่องรูเล็กๆ ทางด้านข้างทำให้อากาศเคลื่อนที่หมุนผ่านไปยังขั้ว Electrode ไปอย่างรวดเร็ว

6. Torch Head เป็นส่วนนอกสุดที่ใช้จับยึดส่วนของ Retaining Cap เพื่อยึดส่วนประกอบต่างๆ เข้าด้วยกัน

CR : https://jasicthailand.com/th/blog

เคล็ดลับการทำงาน D.I.Y. ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

นอกจากเครื่องมือไร้สาย จะออกมาทำให้วงการช่างฮือฮากันไปแล้ว ยังมีการนำเสนอของกลุ่มเครื่องมือช่างแบบ D.I.Y. หรือ Do it Yourself ตามมาติด ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ในประเทศไทยยังไม่มีใครเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง ทำให้การใช้เครื่องมือช่าง D.I.Y. ยังมีไม่กว้างขวางเท่าไหร่นัก ขณะที่ต่างประเทศกลุ่มเครื่องมือช่าง D.I.Y. กลับเป็นที่นิยมกันมาก ซึ่งเครื่องมือช่าง

ktw

D.I.Y. เป็นตลาดที่น่าสนใจและมีศักยภาพอย่างมากในต่างประเทศ แต่ในไทยที่ยังไม่นิยมมากนักน่าจะมาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง หรือภูมิอากาศที่ทำให้เครื่องมือ D.I.Y. ได้รับความนิยมน้อยกว่า แต่หากมีการผลักดันให้ตลาดนี้เติบโตขึ้น เชื่อว่าจะเป็นตลาดที่จะทำให้เครื่องมือช่าง D.I.Y. เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นด้วย แต่ ณ ปัจจุบันไม่น่าเชื่อว่าการใช้งานเครื่องมือช่าง D.I.Y. จะกลายเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น โดยพบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่และนักศึกษาเป็นกลุ่มที่นิยมเครื่องมือช่าง D.I.Y. สูงขึ้น

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครื่องมือช่าง D.I.Y.

ยังมีอีกหลายคนที่เข้าใจผิดคิดว่าเครื่องมือช่าง D.I.Y. เป็นเครื่องมือที่ช่างหรือผู้ที่มีความสามารถพิเศษประกอบหรือประดิษฐ์เครื่องมือช่างขึ้นมาใช้งานเอง ทำให้เรียกว่าเป็นเครื่องมือช่าง D.I.Y. ซึ่งมีช่างกลุ่มที่เป็นมืออาชีพ ที่ต้องทำงานอาชีพช่างเป็นประจำหากซื้อเครื่องมือช่างทั่วไปมาใช้ถึงจะคุ้มค่า แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่ช่าง ก็อาจจะลองคิดหรือประดิษฐ์ เครื่องมือช่าง D.I.Y. ขึ้นมาใช้เองได้ ! วิธีการทำไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมาย แค่สามารถอาศัยเครื่องมือช่างแบบพื้น ๆ มาทำการทดแทนและอาจมีการประดิษฐ์ชิ้นส่วนบางส่วนเพิ่มเข้าไป แต่ที่สำคัญจะต้องมีความเข้าใจในการใช้งานและระมัดระวังเพิ่มขึ้น ก็สามารถใช้งานเครื่องมือช่าง D.I.Y. ขึ้นมาใช้ได้ ซึ่งความจริงแล้วจะเรียกว่าเป็นงานดีไอวาย.ก็ไม่ผิด สำหรับการประดิษฐ์เครื่องมือ หรือนำมาดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้งาน แต่หากพูดถึงในวงการช่างมืออาชีพจริง ๆ แล้วเครื่องมือช่าง D.I.Y. จะมีความแตกต่างกันอย่างมาก

เครื่องมือช่าง D.I.Y. ผู้ช่วยประจำบ้าน

แม้ว่าคุณจะไม่ใช่มืออาชีพด้านงานช่าง แต่การมีอุปกรณ์เครื่องมือช่าง D.I.Y. พื้นฐานติดบ้านไว้บ้างก็สะดวกดี ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เก็บสายไฟ แผ่นกันรอยแบบมีกาวในตัวสำหรับติดขาเก้าอี้และโต๊ะ หรือ ชุดแปรงทาสี แบบเจาะรู ชุดตะขอแขวนรูป รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องมือช่างเครื่องมือช่าง D.I.Y. สำหรับการทำงานดีไอวาย. หรืองานประดิษฐ์ทั่วไปในแบบที่ไม่ยุ่งยากนัก ซึ่งปัจจุบันมีหลายคนหันมาสร้างสิ่งประดิษฐ์เองกันมากขึ้น ทำให้เครื่องมือช่าง D.I.Y. จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนเมืองและผู้ที่มีเวลาว่างในการทำชิ้นงานขึ้นมา ไม่ว่าจะเอาไว้ใช้งานเอง ทำเป็นของขวัญ หรือเอาไว้สำหรับทำขาย ซึ่งมีตัวช่วยอย่างเครื่องมือช่าง D.I.Y. จึงทำให้ชิ้นงานง่ายขึ้น

ผู้ช่วย DIY เพื่องานช่างง่ายๆ ที่คุณก็ทำได้

เมื่อพูดถึงเรื่อง DIY แล้ว แน่นอนว่ามันคือการสร้างชิ้นงานขึ้นมาซึ่งหากเป็นสมัยก่อน อาจจะมีความยุ่งยากในการเตรียมเครื่องมือ หรือวัสดุมากมาย แต่ในปัจจุบันมีเครื่องมือช่าง D.I.Y. ออกมาให้เลือกมากมายเพื่อตอบโจทย์ของผู้ที่ต้องการสร้างชิ้นงานแบบง่าย ๆ ด้วยตัวเลือกหลากสไตล์ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานให้เหมาะสมกับงานประดิษฐ์ของคุณได้ซึ่งปัจจุบัน เครื่องมือช่าง D.I.Y. ได้กลายเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการสำหรับงานช่างในบ้านอย่างครบครัน ไม่ว่าคุณจะตอกตะปู เจาะรูบนฝา หรือขันน็อตให้เข้าที่ เครื่องมือช่าง D.I.Y. ก็มีให้เลือกซื้อหาในแบบอุปกรณ์เครื่องมือช่างที่จำเป็นครบ เรียกว่าสะดวกซื้อและสะดวกใช้ในหนึ่งเดียวด้วยชุดเครื่องมือช่าง D.I.Y.

เครื่องมือช่าง D.I.Y.

เครื่องมือช่างสำหรับงาน D.I.Y (Do it yourself ) ซึ่งมีความหมายว่า ทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง เช่น ข้าวของเครื่องใช้ สิ่ง ประดิษฐ์ต่าง ๆ กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐาน ที่ควรมีติดบ้าน สำหรับนัก D.I.Y. หรือการใช้งานซอมแซมเล็ก ๆ ทั่วไป ซึ่งเครื่องมือช่าง D.I.Y. ควรมีติดบ้านไว้ก็ดี จริง ๆ แล้วน่าจะเรียกว่าของใช้ประจำบ้านซะด้วยซ้ำ

เครื่องมือช่าง D.I.Y. ประเภทถอดประกอบ

ktw

ไขควง

เครื่องมือช่าง D.I.Y. ชิ้นแรกๆที่หลายคนมักจะคุ้นเคยคงหนีไม่พ้นไขควง ที่นอกจากจะดูว่าเป็นแฉก หรือ ปากแบนแล้ว สิ่งที่ควรดูคือ ขนาดซึ่งควรเลือกใช้เครื่องมือที่มีขนาดให้ถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งานด้วย

เครื่องมือช่าง D.I.Y. ประเภทขัน-คลายน็อต

ประแจ

ประแจเป็นเครื่องมือช่าง D.I.Y. ที่สำคัญไม่แพ้กันกับไขควง ซึ่งประแจเองก็มีแบ่งออกเป็น ประแจปากตาย, ประแจแหวนข้าง และแหวนเยื้อง ซึ่งแต่ละแบบมีไว้เพื่อขันน็อตที่มีหัวหกเหลี่ยม เพียงแต่การเข้าถึงน็อตในจุดต่างๆอาจจะไม่เหมือนกัน ทำให้ต้องใช้ประแจที่มีลักษณะของเบอร์ที่แตกต่างกันออกไป นัก D.I.Y. หน้าใหม่ อาจเลือกใช้งานจากเครื่องมือช่าง D.I.Y. อย่างประแจแหวนข้าง ที่มีด้านหนึ่งเป็นปากตาย และ มีอีกด้านหนึ่งเป็นประแจแหวน จะดีกว่าเพราะดูจะเป็นประแจที่เกิดอรรถประโยชน์สูงสุดแล้ว

ktw

เครื่องมือช่าง D.I.Y. ที่ใช้ในการวัด

เราจะใช้วัดในเรื่องของขนาด ความใหญ่ ความยาว โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวัดขนาด ความยาว มีหลายรูปแบบ ขึ้นกับขนาดและ ลักษณะของชิ้นงานที่นำมาวัด ว่ามีขนาดและ ลักษณะเป็นอย่างไร ซึ่งอุปกรณ์ในการวัดความยาวที่คุ้นชินกันมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ไม้บรรทัด หากชิ้นใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็คงเป็นตลับเมตร ส่วนคาลิปเปอร์เวอร์เนีย ใช้วัดชิ้นงานที่มีขนาดเล็ก มีความละเอียดสูง

ktw

เครื่องมือช่าง D.I.Y. ใช้ในการผ่อนแรง

ค้อน

ฆ้อนเป็นเครื่องมือช่าง D.I.Y. อีกชิ้นที่ช่วยผ่อนแรง ในการ ถอด และ ประกอบเข้าหากัน ควรที่จะต้องเลือกให้ถูกประเภทการใช้งานเช่นกัน โดนการจากน้ำหนัก, การออกแบบ และวัสดุ ซึ่งลักษณะการใช้งาน จะเป็นตัวบอกเองว่า คุณจะต้องซื้อค้อนแบบไหน น้ำหนักมากก็มีเพื่อใช้งานหนัก หรือชิ้นงานมีพื้นผิวที่แข็ง หรือ ต้องการการกระแทกที่รุนแรง หรือจะเป็นชิ้นงานที่ทำจากวัสดุที่อ่อนนิ่มซึ่งจะมีให้เลือกหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น ค้อนหัวเหล็ก , ค้อนทองแดง, ค้อนพลาสติก หรือค้อนยาง

นอกจากนี้เครื่องมือช่าง D.I.Y. ที่มีส่วนทำให้ชิ้นงานสมบูรณ์ก็คือ กลุ่มเคมีภัณฑ์ โดยจะเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอกับงานช่าง ไม่ว่าจะเป็นงานสีพ่นเคลือบ สเปรย์หล่อลื่น จารบี ซิลิโคน กาวปะเก็น ทินเนอร์ กาวทาไม้ โซลเว้นท์ ฯลฯ ซึ่งเคมี ภัณฑ์เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่าง D.I.Y. ที่ช่วยให้การทำงานง่าย มีประสิทธิภาพ แต่ควรมีการจัดเก็บอย่างถูกวิธี เพราะเคมีภัณฑ์ส่วน มากล้วนแล้วแต่เป็นพิษ และไวไฟทั้งสิ้น ซึ่งการใช้งานเครื่องมือช่าง D.I.Y. หากต้องการให้ผลงานออกมาดีก็ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่ตรงจุดจะทำให้ได้ชิ้นงานตามที่ต้องการได้

CR : https://www.ktw.co.th

เกร็ดความรู้

เครื่องปั่นไฟดีเซล ข้อดีคือ ประหยัดน้ำมัน และมีความทนทานมากกว่า เครื่องปั่นไฟเบนซิน แต่ก็จะมีขั้นตอนการสตาร์ทที่ต่างกันบ้าง จึงควรใช้ให้ถูกวิธี ดังนี้
1.ตรวจดูน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยดูจากก้านวัด
2.ตรวจดูน้ำมันเชื้อเพลิงว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากน้อยไปเครื่องจะไม่ติด ให้เติมเพิ่ม
3.ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ทุกครั้งให้ปิดสวิทซ์จ่ายไฟ เป็น OFF ทุกครั้ง และห้ามเสียบอุปกรณ์ไฟฟ้าค้างไว้ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากเครื่องใช้ไฟฟ้า
4.บิดกุญแจมาที่ตำแหน่ง ON
5.กดวาร์ว ด้านบนเครื่อง พร้อมกับ บิดกุญแจจากตำแหน่ง ON ไปที่ START แล้วปล่อย พร้อมกัน (หากไม่กดวาร์ว จะทำให้ไดร์สตาร์ท ทำงานหนัก และเสียหายได้)
6.หากสตาร์ทด้วยกุญแจไม่ติด เนื่องจากแบตเตอรี่ หมด หรือเสีย สามาร์ทใช้เชือกสตาร์ท แทนได้โดยทำข้อ 1-4 ก่อน แล้ว
-ดึงเชือกสตาร์ทช้าๆ เพื่อหาจุดตึงมือ(จังหวะอัด)
-ปล่อยสายกลับ แล้วดึงใหม่เบาๆแค่ตึง
-กดวาร์วด้านบนลง แล้วปล่อย วาร์วจะไม่เด้งคืน
-ดึงเชือกสตาร์ท โดยใช้แรง ปล่อยสายกลับ เครื่องจะติด
7.เปิดสวิทซ์จ่ายไฟ เป็น ON
8.เมื่อเลิกใช้งาน ควรถอดเครื่องใช้ไฟฟ้าออก ปิดสวิทซ์จ่ายไฟ เป็น OFF แล้วจึงบิดกุญแจมาที่ OFF เป็นอันเสร็จ

CR : https://www.facebook.com/tn.kasetfriend/photos/a.564606943720959/1517129715135339/

เกร็ดความรู้ เรื่องเครื่องตัดหญ้า BY พี่หมอ ทีเอ็น

ฤดูฝนเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมทางการเกษตรหลายอย่าง มีน้ำใช้หล่อเลี้ยงพืชผัก ปศุสัตว์และการประมง ฝนตกลงมาดูดซับไนโตรเจนจากอากาศลงสู่ดินช่วยให้พืชผักงอกงามเจริญเติบโต
แต่อย่างไรก็ดี มันก็ช่วยเร่งให้วัชพืชหรือพืชที่เราไม่ต้องการปลูกงอกงามตามมาด้วย  มนุษย์เรารู้จักการกำจัดวัชพืชมาแต่โบราณหลายวิธี
แต่วิธีหนึ่งซึ่งนิยมกันในปัจจุบันคือการตัด การตัดเป็นวิธีกล ซึ่งใช้อุปกรณ์ช่วยเริ่มจากมีดตัด จอบ เสียม ซึ่งใช้แรงงานมากหน่อย พัฒนาจนมาถึงปัจจุบันใช้เครื่องจักรกลเข้ามาช่วยให้งานได้เร็วยิ่งขึ้น
หนึ่งในเครื่องจักรที่นิยมกันมากในปัจจุบันนี้คือเครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย หรือBrush Cutter มีหลายแบบรูปทรง และรุ่นยี่ห้อให้เลือกซื้อใช้งานกัน แต่สิ่งนึงที่เมื่อเราใช้งานแล้วคือการดูแลรักษาเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายให้มีอายุการใช้งานให้คุ้มค่า และมีความปลอดภัยในการใช้งานด้วย
เครื่องตัดหญ้า
ส่วนประกอบของเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายจะแยกได้เป็นส่วนหลักสองส่วนคือ
1.เครื่องยนต์ต้นกำลัง
2.ก้านตัด หรือบางคนอาจจะเรียกว่าหางเครื่อง ก็ไม่ผิดกติกาอันใด

เริ่มจากที่ตัวเครื่องกันก่อน ปกติในบ้านเรานิยมใช้มีเครื่องยนต์ต้นกำลังแบบใช้เชื้อเพลิงเป็นน้ำมันเบนซินมีสองชนิดครับคือแบบสองจังหวะและแบบสี่จังหวะ
แบบสองจังหวะการใช้งานเราต้องผสมน้ำมันหล่อลื่น auto lube หรือ 2T กับน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าด้วยกันโดยอัตราส่วนปกติประมาณ 1:20 -1:25
หมายความว่าเราใช้น้ำมัน 2T 1ส่วนผสมน้ำมันเบนซิน 20-25 ส่วน การผสมน้ำมัน 2T ที่น้อยเกินไปจะทำให้เกิดการสึกหรอที่แหวนลูกสูบมาก เครื่องสึกหรอเร็ว อายุการใช้งานสั้น
หรือในบางกรณีลูกสูบจะติด แหวนลูกสูบจะติดคาในร่องแหวน ข้อเหวี่ยงสึกหรอมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นถึงขั้นต้องยกเครื่องกันเลย
กลับกันในทางตรงข้ามหากเราผสมน้ำมัน 2T มากเกินไป เครื่องจะสตาร์ทติดยากควันขาวจะออกที่ไอเสียมาก เร่งเครื่องไม่ขึ้น หัวเทียนจะมีเขม่าจับมากจนไม่เกิดประกายไฟหรือที่เรียกกันว่าหัวเทียนบอด คาร์บูเรเตอร์จะตัดและสำลัก เครื่องสะดุด ต้องถอดล้างเครื่อง ล้างคาร์บูเรเตอร์เปลี่ยนหัวเทียนกัน แนวทางป้องกันปัญหานี้คือเราแค่ผสมน้ำมัน 2T ให้ถูกส่วนแค่นั้นเองครับ

เครื่องตัดหญ้าสะพายบ่า

โดยปกติผมใช้ 1:25 เป็นหลัก ที่กระบอกผสมน้ำมันที่แถมมากับเครื่องตัดหญ้าจะมีขีดบอกไว้ เราผสมตามขีดนั้นเลยครับ เติมน้ำมันเบนซินลงไปจนระดับขึ้นมาถึงขีดล่าง(ช่อง1:25)แล้วเติม2Tจนระดับขึ้นมาถึงขีดบน เขย่าให้เข้ากันแล้วเติมใส่ถังน้ำมันเครื่องตัดหญ้าได้เลย เมื่อเราตัดหญ้าเสร็จหลังการใช้งานประจำวัน น้ำมันผสมที่เหลือในเครื่องตัดหญ้าควรถ่ายออกจากเครื่องครับเพราะน้ำมันที่ค้างในเครื่องที่เราผสมไว้จะแยกตัวกัน น้ำมัน2Tที่หนักกว่าจะตกตะกอนลงล่าง  ในคาร์บูเรเตอร์ก็ตกตะกอนเช่นกัน หากเรานำมาใช้ต่อมันจะเกิดอาการข้นเหนียวและควันจะขาวมากเพราะน้ำมันไม่ได้ผสมกันจนทั่ว และเครื่องจะติดยาก อาจจะไม่ติดเลยแนวทางคือหลังใช้งานให้ถ่ายน้ำมันถ่ายออกเก็บไว้ ถ่ายน๊อตที่ก้นคาร์บูเรเตอร์เพื่อเอาน้ำมันที่เหลือออก  เมื่อจะใช้งานโดยน้ำมันเก่าที่เหลือเราควรเขย่าให้เข้ากันเสียก่อน ในบางครั้ง ฝาปิดภาชนะบรรจุน้ำมันที่เก็บไว้ ปิดไม่สนิท น้ำมันเบนซินที่เบากว่าจะระเหิดตัวได้ ทำให้ความเข้มข้นหรืออัตราส่วนผสมผิดเพี้ยนไป มันจะเข้มข้นมากกว่าเดิม หลายท่านนิยมตัดหญ้าจนน้ำมันหมดถังไปเลย ก็ใช้ได้เช่นกันครับ

นอกจากการดูแลเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว เราควรทำความสะอาดตัวเครื่องบ้างเป็นครั้งคราว ยิ่งในกรณีที่ตัดหญ้าหนามากๆ อาจมาเศษหญ้าหรือกิ่งไม้เข้าไปขัดที่ตัวเครื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณชุดสตาร์ทที่มีใบพัดระบายความร้อน หากมีกิ่งไม้ เศษหิน หลุดรอดเข้าไป มันอาจทำอันตรายต่อเครื่องด้วย อาจเข้าไปขัดกับใบพัดฟลายวีลทำให้ซี่ใบพัดฟลายวีลแตก เครื่องสั่นหรือหนักหน่อยก็ชุดฟลายวีลที่มีแม่เหล็กแตกกลางทำให้เครื่องไม่ติด อันนี้ต้องระวัง การตรวจเชคฝาถังน้ำมัน ถ้าพบว่าชำรุดก็ควรเปลี่ยนเลยครับเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ บางครั้งเราเติมน้ำมันลงไปแล้วใช้งาน ฝาถังน้ำมันรั่ว มันอาจไหลมา ท่วมเครื่องแล้วเครื่องดับ หรือแรงดันน้ำมันในฝาถังหายไปทำให้น้ำมันไม่ขึ้นในเครื่องที่ใช้คาร์บูเรเตอร์แบบไดอะแฟรมเครื่องเร่งไม่ออกก็เคยเจอ แต่ที่น่ากลัวคือน้ำมันไหลไปโดนท่อไอเสียแล้วเกิดติดไฟ ลองนึกดูขณะที่ตัดหญ้าแล้วไฟลุกท่วมเครื่อง อันตรายมากครับ เคยเห็นมาแล้ว
สายไฟและคอยล์ไฟ ควรตรวจเชคให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ คือในหลายครั้งที่เราเก็บเครื่องตัดหญ้าไว้ในโรงนา ยุ้งข้าว หรือห้องเก็บของแล้วหนูหรือแมลงสาบมากัดแทะสายไฟ ถ้าขาดชำรุดควรต้องเปลี่ยนครับ

เมื่อตรวจดูและทำความสะอาดเครื่องยนต์ต้นกำลังกันเสร็จแล้วก็ต้องมาตรวจสอบก้านหรือหางเครื่องกันด้วยครับ ก้านหรือหางของเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายมีหน้าที่ส่งกำลังไปยังใบมีดตัดหญ้าที่อยู่ปลายก้านและความยาวของหางหรือก้านออกแบบมาเพื่อระยะในการใช้งาน ด้านในก้านจะมีเพลาส่งกำลังประคองแกนเพลาด้วยบูชหลายตัว ก้านด้านที่ติดกับเครื่องยนต์จะมีถ้วยคลัชเพื่อรับการส่งกำลังจากคลัชของเครื่อง

เมื่อเราใช้งานเสร็จแล้วหากไม่ได้บำรุงรักษาก่อนเก็บ หากจะนำมาใช้งานใหม่ควรตรวจสอบและบำรุงรักษาบ้างครับ เริ่มจากถอดใบมีดตัดหญ้าออก ถอดหัวเกียร์ของปลายก้านออก แล้วจะเห็นแกนเพลาอยู่ด้านใน ถอดแกนเพลาออกนำมาลูบจารบีบ้างเพื่อช่วยหล่อลื่นกับบูช ในหลายกรณีที่การใช้งานตัดหญ้าแล้วก้านสั่นกระพือ ส่วนนึงมาจากแกนเพลาไม่มีสารหล่อลื่นหรือสารหล่อลื่นแห้งทำให้เกิดการเสียดสีอย่างรุนแรงระหว่างแกนเพลากับบูชทำให้บูชสึกหรอ เพลาจะสั่นสวิงอยู่ภายใน เวลาตัดเครื่องจะสั่นมากจนตัดไม่ได้แต่หากเราทาจารบีที่ก้านจะช่วยลดการเสียดสีและยืดอายุการใช้งาน เครื่องจะตัดได้นิ่งกว่า  หลังจากทาจารบีแล้วใส่แกนเพลาเข้าไปให้ตรงกับร่องฟันที่ถ้วยครัช ก็มาดูในส่วนของหัวเกียร์กันบ้างครับ หัวเกียร์เองก็มีหลายแบบ หลายขนาด แต่หลักๆจะประกอบด้วยเฟืองสองชิ้นประกบกันตามมุมและองศาที่ออกแบบไว้รองรับด้วยลูกปืนหรือแบริ่งบน ล่าง เมื่อเฟืองขบกันก็จะเกิดการสึกหรอเช่นกัน

จารบีที่ใส่มาจากโรงงานอาจแห้งได้เมื่อใช้ไปนานๆ หรือการตัดหญ้าที่จมน้ำ น้ำอาจเข้าไปได้เช่นกัน เราใช้จารบีทาเพื่อหล่อลื่นแบริ่งได้แต่เฟืองที่อยู่ภายในจะเข้าไม่ถึง หากมีกระบอกอัดจารบีก็สามารถใช้อัดเข้าไปได้เลยโดยการถอดน๊อตที่อยู่ด้านข้างหัวเกียร์ออก แต่ถ้าหากไม่มีกระบอกอัดจารบีแนะนำให้ใช้ไซริ้งค์ฉีดยาแทนก็ได้ครับที่ผมใช้เป็นขนาด20cc เอาจารบีใส่กระบอกแล้วอัดเข้าในรูหัวเกียร์ได้ผลเช่นกันครับ สุดท้ายก็คือการตรวจดูใบมีดตัดหญ้าและประกับใบมีดให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ประกับใบมีดต้องมีฟันล๊อคกับแกนเฟืองหัวเกียร์อย่างแข็งแรง ฟันไม่รูด ต้องไม่มีเศษเชือกหรือลวด สายไฟ มาพันที่แกนหัวเกียร์ อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ใบมีดตัดหญ้าให้อยู่ในสภาพสมดุลย์ไม่บิดงอหรือแกว่ง ไม่เป็นรูฉีกขาด เหล่านี้จะทำให้เกิดอันตรายได้ เครื่องอาจแฉลบไปมาในขณะใช้งานหากพบควรแก้ไขหรือเปลี่ยนใบเสียใหม่ครับ  ตัวสุดท้ายปลายสุดคือน๊อตยึดใบพัด ส่วนใหญ่เป็นน๊อตเกลียวซ้ายหรือหมุนทวนเข็มนาฬิกาเป็นการขันเข้า น๊อตต้องแน่นครับ เกลี่ยวฟิตไม่หวาน เพราะอาจจะเกิดอันตรายอย่างมากหากใบมีดหลุดขณะใช้งาน

ปกติจะมีจานรองหัวน๊อตก่อนชิ้นนึงเพื่อป้องกันไม่ให้หัวน๊อตถูกับพื้นโดยตรงแต่ ในบางครั้งหัวน๊อตไปถูเสียดสีกับพื้นบ่อยๆเข้ามุมหัวน๊อตจะสึกหรอจนไม่สามารถถอดออกได้ ถ้าพบแนะนำว่าเปลี่ยนน๊อตใหม่ครับ จากนั้นก่อนเใช้งานเราควรแต่งกายให้รัดกุม ใส่รองเท้าบู้ทยาวและกางเกงขายาว ใส่แว่นตากันเศษละออง ใส่หมวกป้องกัน อันตรายจากการกระเด็นของเศษวัสดุหรือบางท่านจะใส่หมวกกันน๊อคเลยก็ไม่ว่ากันและใช้งานเครื่องตัดหญ้าด้วยความระมัดระวังครับ สุดท้ายขอให้ท่านมีความสุขกับการทำการเกษตรครับ

CR : https://www.tngroup.co.th/media/article_detail/317